กรุงเทพฯ 3 ก.ย.- ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประจำวันนี้ (3 ส.ค.) ว่า บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างร้อนแรง โดยแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามแรงซื้อที่เข้ามามากในหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเรื่องโครงการลงทุนในมาบตาพุด
ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุดที่ 934.46 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 926.52 จุด จนมาปิดตลาดที่ 929.90 จุด เพิ่มขึ้น 9.36 จุด หรือร้อยละ 1.02 ด้วยมูลค่าการซื้อขายคึกคัก 52,546.59 ล้านบาท ซึ่งดัชนีปิดถือว่าสูงสุดในรอบเกือบ 14 ปี นับจากวันที่ 28 พ.ย.2539 ปิดที่ระดับ 938.42 จุด หรือสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ส่งผลให้มาร์เก็ตแค็ปขึ้นมาอยู่ที่ 7.51 ล้านล้านบาท สูงสุดนับแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ มา
ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 257.30 จุด เพิ่มขึ้น 5.28 จุด มูลค่าซื้อขาย 674.70 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) อยู่ที่ 7.51 ล้านล้านบาท เป็นนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 1,266.66 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 601.74 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่ 583.56 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 81.36 ล้านบาท
นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น หลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ทยอยออกมา ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ รวมทั้งมีแรงซื้อหุ้นพลังงานกลับ รับอานิสงส์ปัญหามาบตาพุดคลี่คลาย
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้า (6-10 ก.ย.) คาดว่า ดัชนีราคาหุ้นจะแกว่งในกรอบแคบ ๆ ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ หากออกมาดีจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศรวมถึงตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อ แต่หากออกมาแย่ ต้องระวังแรงขายที่จะกดดันดัชนีราคาหุ้น ประเมินแนวรับที่ 920 จุด แนวต้าน 935-940 จุด ด้านกลยุทธ์ แนะนำให้รอซื้อเมื่อดัชนีราคาหุ้นอ่อนตัวลง และอาจเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก ราคาต่ำกว่าพื้นฐาน แต่ไม่แนะนำให้เข้าซื้อหุ้นในจังหวะที่ดัชนีราคาหุ้นปรับขึ้นไป -สำนักข่าวไทย