เศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจแห่งความยั่งยืน


 
คำอธิบายสาเหตุที่ทำให้บางคนแปลความหมายของหลักหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผิดไป
 
วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความเห็นว่าชาติต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ถึงการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปฎิบัติใช้งาน
 
แม้ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่๙ จะได้รับการยอมรับว่าสามารถบรรเทา ความเสียหายที่เกิดกับประชาชนชาวไทย อันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่มีชาวต่างชาติ เพียงไม่กี่คนที่เข้าใจหรือเห็นคุณค่าของมันอย่างแท้จริง
 
เหตุผลสำคัญคือคำว่า “พอเพียง” ซึ่งบางคนตีความว่าหมายถึงหลักปรัชญาที่คับแคบซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศไทยย้อนกลับไปสู่ยุคหิน
 
บางทีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่๙ อาจจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ถ้าหากมันถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหลักปรัชญา “เศรษฐกิจยั่งยืน”
 
ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ได้รับรับการยอมรับหลายท่าน รวมถึง Dr. Peter  Warr  แห่ง Australian National University ได้ศึกษาพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่๙ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างละเอียดมาเป็นเวลาหลายปี
 
Dr. Warr ได้ยกพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า
   
 
 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาที่เน้นการจัดการอย่างเหมาะสม
และการดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณโดยพิจารณาแนวทาง
การจัดการทั้งหมด และความจำเป็นที่จะต้องมีการป้องกัน
แรงกระทบทั้งภายใน และภายนอกอย่างพอเพียง”
 
 
ในบทความของ Dr. Warr   ซึ่งตีพิมพ์ในเมื่อไม่นานมานี้ใน GH Bank Housing Journal เขาได้กล่าวว่ามี หลักการสำคัญห้าประการ จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา 
 
ได้แก่ ความสำคัญในการกำหนดเป้าหมายสำคัญอย่างสมเหตุสมผลและเหมาะสม(มีเหตุมีผล) ความสำคัญ ของการหลีกเลี่ยงที่ไม่จำเป็นในการดำเนินตามเป้าหมาย(พอประมาณ) ความพอใจยินดีที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง (มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความตระหนักถึงปกป้องตนเองจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจมีการผันแปรไป (ความรู้รอบคอบ ระมัดระวัง) และมีการตระหนักรู้ถึงการใช้ชีวิตที่ไม่ ยึดติดกับวัตถุ (คุณธรรม)
 
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงให้เห็นถึงแต่ละหลักการทั้งห้าดังกล่าวซึ่งมีความสัมพันธ์ กันในหลักการทั้งหาให้แนวทางปฎิบัติที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินชีวิตโดยประหยัดซึ่งก็จะมีผลดีต่อระดับชุมชนและองค์กร สำหรับในระดับประเทศหลักการทั้งห้าก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการบริการประเทศในการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในโลก
 
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ความพอเพียงหมายถึงการมีอย่างเพียงพอ
ที่จะใช้ในการดำเนินชีวิต ความพอเพียง ยังหมายถึง การดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย อย่างพอประมาณ
ไม่มากเกินไป หรือไม่ตามใจตัวเองในสิ่งฟุ่มเฟือยมากเกินไป โดยบางสิ่งที่อาจดูเหมือนฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ 
แต่หากนำมาซึ่งความสุข ก็อาจจะยอมรับได้ เมื่อเป็นการทำในระดับปัจเจกบุคคล”
 
 
บทวิจารณ์เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในช่วงแรกหลายบทวิจารณ์เข้าใจว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับแนวทางพระราชดำริซึ่งทรงแนะนำให้กับเกษตรที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่  ผู้สังเกตการณ์บางคนเริ่มที่จะคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นที่จะย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบพอเพียงแบบเกษตรกรและดำรงชีพ โดยใช้เฉพาะแต่สิ่งที่จำเป็น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด 
 
และแล้วเมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็ได้เริ่มตระหนักว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นการปฎิบัติอย่างพอดีพอประมาณตามหลักการห้าข้อดังกล่าวข้างต้น โดยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งบุคคลที่มีอาชีพต่างๆ องค์กร บริษัท หน่วยงานราชการ จนถึงระดับรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะแต่เกษตรกรเท่านั้น
 
หลักสำคัญห้าประการนี้ได้มีการนำไปปฎิบัติตาม อย่างรอบคอบโดยทุกภาคส่วนในสังคมไทยและทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่งกล่าวว่า 
 
 
“การได้เป็นเสือ (เศรษฐกิจ) นั้นไม่สำคัญ
สิ่งซึ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือการมีเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งหมายถึงการมีเพียงพอให้อยู่รอดได้”
 
Dr. Warr กล่าวว่า หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงระบุความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของคน และการมุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไปกว่าสิ่งสำคัญอื่นๆ อาจทำให้เกิดความทุกข์ พูดโดยสั้น ๆ คือ หลักเหตุผลของทางสายกลาง
 
เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของแนวทางนี้และอันตรายจากการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามแนวทางนี้ เขากล่าวว่า แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสุขภาพจิตในช่วงที่ผ่านมา
 
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่นโยบายสาธารณะยังไม่สามารถสื่อถึงวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งนี้ได้ คุณค่าของคนในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ร่ำรวยได้ถูกประเมินค่าไว้สูงมากเกินไป
 
Dr. Warr ได้สรุปว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ปรัชญาในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักสายกลางหรือมัชฌิมาปฎิปทานั้น นับเป็นภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์ยิ่ง แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยล่าสุด ทั้งทาง เศรษฐศาสตร์และทางจิตวิทยา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงควรได้รับการนำไปใช้ ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ที่กว้างขวางมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ
 
หวังว่า มุมมองของนายกอภิสิทธิ์ ที่มีต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ให้สามารถสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความผาสุกของประเทศชาติอย่างยั่งยืนได้
 
 
* Dr.Peter Warr เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร เป็นผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยความยากจน ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย จบการศึกษาทั้งจากออสเตรีเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีงานเขียนตำราและบทความทางเศรษฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจของไทยดีมากที่สุดท่านหนึ่ง โดยได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษทั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นที่ปรึกษาธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติอีกหลายแห่ง ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจศึกษาและประยุกต์ใช้ปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลักการแห่งพุทธเศรษฐศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
คำอธิบายสาเหตุที่ทำให้บางคนแปลความหมายของหลักหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผิดไป
 
วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๒ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความเห็นว่าชาติต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ถึงการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปฎิบัติใช้งาน
 
แม้ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่๙ จะได้รับการยอมรับว่าสามารถบรรเทา ความเสียหายที่เกิดกับประชาชนชาวไทย อันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก แต่มีชาวต่างชาติ เพียงไม่กี่คนที่เข้าใจหรือเห็นคุณค่าของมันอย่างแท้จริง
 
เหตุผลสำคัญคือคำว่า “พอเพียง” ซึ่งบางคนตีความว่าหมายถึงหลักปรัชญาที่คับแคบซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศไทยย้อนกลับไปสู่ยุคหิน
 
บางทีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่๙ อาจจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ถ้าหากมันถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหลักปรัชญา “เศรษฐกิจยั่งยืน”
 
ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ได้รับรับการยอมรับหลายท่าน รวมถึง Dr. Peter  Warr  แห่ง Australian National University ได้ศึกษาพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่๙ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างละเอียดมาเป็นเวลาหลายปี
 
Dr. Warr ได้ยกพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้เมื่อเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า
   
 
 
“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาที่เน้นการจัดการอย่างเหมาะสม
และการดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณโดยพิจารณาแนวทาง
การจัดการทั้งหมด และความจำเป็นที่จะต้องมีการป้องกัน
แรงกระทบทั้งภายใน และภายนอกอย่างพอเพียง”
 
 
ในบทความของ Dr. Warr   ซึ่งตีพิมพ์ในเมื่อไม่นานมานี้ใน GH Bank Housing Journal เขาได้กล่าวว่ามี หลักการสำคัญห้าประการ จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา 
 
ได้แก่ ความสำคัญในการกำหนดเป้าหมายสำคัญอย่างสมเหตุสมผลและเหมาะสม(มีเหตุมีผล) ความสำคัญ ของการหลีกเลี่ยงที่ไม่จำเป็นในการดำเนินตามเป้าหมาย(พอประมาณ) ความพอใจยินดีที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง (มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี) ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความตระหนักถึงปกป้องตนเองจากสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจมีการผันแปรไป (ความรู้รอบคอบ ระมัดระวัง) และมีการตระหนักรู้ถึงการใช้ชีวิตที่ไม่ ยึดติดกับวัตถุ (คุณธรรม)
 
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แสดงให้เห็นถึงแต่ละหลักการทั้งห้าดังกล่าวซึ่งมีความสัมพันธ์ กันในหลักการทั้งหาให้แนวทางปฎิบัติที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินชีวิตโดยประหยัดซึ่งก็จะมีผลดีต่อระดับชุมชนและองค์กร สำหรับในระดับประเทศหลักการทั้งห้าก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการบริการประเทศในการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในโลก
 
 
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ความพอเพียงหมายถึงการมีอย่างเพียงพอ
ที่จะใช้ในการดำเนินชีวิต ความพอเพียง ยังหมายถึง การดำเนินชีวิตอย่างสุขสบาย อย่างพอประมาณ
ไม่มากเกินไป หรือไม่ตามใจตัวเองในสิ่งฟุ่มเฟือยมากเกินไป โดยบางสิ่งที่อาจดูเหมือนฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ 
แต่หากนำมาซึ่งความสุข ก็อาจจะยอมรับได้ เมื่อเป็นการทำในระดับปัจเจกบุคคล”
 
 
บทวิจารณ์เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในช่วงแรกหลายบทวิจารณ์เข้าใจว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับแนวทางพระราชดำริซึ่งทรงแนะนำให้กับเกษตรที่เรียกว่า ทฤษฎีใหม่  ผู้สังเกตการณ์บางคนเริ่มที่จะคิดว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นที่จะย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบพอเพียงแบบเกษตรกรและดำรงชีพ โดยใช้เฉพาะแต่สิ่งที่จำเป็น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด 
 
และแล้วเมื่อเวลาผ่านไปหลายคนก็ได้เริ่มตระหนักว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมุ่งเน้นการปฎิบัติอย่างพอดีพอประมาณตามหลักการห้าข้อดังกล่าวข้างต้น โดยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งบุคคลที่มีอาชีพต่างๆ องค์กร บริษัท หน่วยงานราชการ จนถึงระดับรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะแต่เกษตรกรเท่านั้น
 
หลักสำคัญห้าประการนี้ได้มีการนำไปปฎิบัติตาม อย่างรอบคอบโดยทุกภาคส่วนในสังคมไทยและทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่งกล่าวว่า 
 
 
“การได้เป็นเสือ (เศรษฐกิจ) นั้นไม่สำคัญ
สิ่งซึ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือการมีเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งหมายถึงการมีเพียงพอให้อยู่รอดได้”
 
Dr. Warr กล่าวว่า หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงระบุความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของคน และการมุ่งเน้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไปกว่าสิ่งสำคัญอื่นๆ อาจทำให้เกิดความทุกข์ พูดโดยสั้น ๆ คือ หลักเหตุผลของทางสายกลาง
 
เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของแนวทางนี้และอันตรายจากการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามแนวทางนี้ เขากล่าวว่า แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสุขภาพจิตในช่วงที่ผ่านมา
 
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่าในประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่นโยบายสาธารณะยังไม่สามารถสื่อถึงวิสัยทัศน์อันลึกซึ้งนี้ได้ คุณค่าของคนในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ร่ำรวยได้ถูกประเมินค่าไว้สูงมากเกินไป
 
Dr. Warr ได้สรุปว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ ปรัชญาในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะหลักสายกลางหรือมัชฌิมาปฎิปทานั้น นับเป็นภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์ยิ่ง แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยล่าสุด ทั้งทาง เศรษฐศาสตร์และทางจิตวิทยา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงควรได้รับการนำไปใช้ ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ที่กว้างขวางมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ
 
หวังว่า มุมมองของนายกอภิสิทธิ์ ที่มีต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ให้สามารถสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความผาสุกของประเทศชาติอย่างยั่งยืนได้
 
 
* Dr.Peter Warr เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร เป็นผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยความยากจน ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย จบการศึกษาทั้งจากออสเตรีเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่มีงานเขียนตำราและบทความทางเศรษฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง เป็นผู้ที่มีควาารู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจของไทยดีมากที่สุดท่านหนึ่ง โดยได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษทั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นดกจากนี้ ท่านยังเป็นที่ปรึกษาธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติอีกหลายแห่ง ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจศึกษาและประยุกต์ใช้ปรัญชาเศรษฐกิจพอเดียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลักการแห่งพุทธเศรษฐศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
 
 
ที่มาจากหนังสือ "รอยยิ้มของในหลวง"


  • เพิ่มเพื่อน