เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


 

ศ.แมนเฟรด คราเมส

นิตยสาร Lips ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๑๖วันที่ ๖สิงหาคม ๒๕๕๒
 

    ในบรรดาสายตาแห่งความชื่นชมของชาวโลกที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชของชาวไทย สายตาคู่หนึ่งในจำนวนนับล้านนั้นเป็นของศาสตราจารย์แมนเฟรด คราเมส (Prof.Manfred Krames) ชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งยกย่องให้พระองค์เป็นบรมครูผู้ยิ่งใหญ่

 


 

   ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องราวของชายชาวเยอรมันคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มองพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฐานะที่เขาเป็น ฝรั่ง หากแต่มองพระองค์ท่านในฐานะของมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งซึ่งรักและเทิดทูนในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประชาชนชาวไทยคนใดในแผ่นดินนี้เลย

 

   ผมรู้สึกเศร้าใจ เมื่อมีคนตั้งคำถามกับผมว่ารู้สึกอย่างไร เวลาที่ได้ยินคนไทยพูดว่า เรารักในหลวง อันหมายความถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ผมจะให้คำตอบเช่นนี้เพราะอะไรน่ะหรือ ลองคิดดูสิว่า ถ้าหากท่านมีลูกที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านเลย ไม่เคยเดิน
ตามแนวทางที่ท่านวางไว้ ไม่เคยต้องการที่จะเรียนรู้จากท่าน สิ่งที่พวก เขาทำนั้น เพียงแค่ก่อปัญหาแล้วก็เรียกร้องให้ท่านยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออยู่เสมอในขณะเดียวกันก็พร่ำพูดว่า ลูกรักพ่อ ถ้าท่านเป็นพ่อ ท่านจะรู้สึกอย่างไร

 

   ผมจึงคิดว่าการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ และน้อมนำคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ จึงมีความสำคัญมากเราจะได้เห็นว่าพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารต่างประเทศนับไม่ถ้วน และหลายต่อหลายครั้งที่พระองค์
รวมถึงสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ โปรดให้นักหนังสือพิมพ์ และผู้สืบข่าวท้องทั้งต่างประเทศ และของไทยเข้าเฝ้าเพื่อสัมภาษณ์
 

    การบอกเล่าถึงพระราชประวัติพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงเป็นเพียงการตอกย้ำสิ่งที่ทุกคนโดยเฉพาะคนไทยต่างรู้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่เราทั้งหลายควรให้ความสำคัญจึงเป็นสารที่พระองค์ทรงเพียรพยายามจะส่งต่อไปถึงชาวโลก และบทบาทในการสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติ
รวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติ ตามหลักพระพุทธศาสนาอันงดงามของพระองค์

 

   อย่างไรก็ดี คำถามมีอยู่ว่าเราในฐานะปัจเจกบุคคลได้ทำอะไรบ้างที่เห็นเป็นรูปประธรรมเพื่อทำ
ให้โลกนี้ดีขึ้นโดยยึดแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ

 

   การสรรเสริญและการแสดงความขอบคุณเป็นคนละเรื่องกัน ผมยังแปลกใจว่า ในเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ที่จะทำให้พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงาม ผมไม่ทราบว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจและรับรู้ข่าวสารจริงๆ ในสิ่งที่พระองค์ทรงสื่อสาร
ให้ผู้คนได้รับทราบนั้นมากน้อยเพียงใดและมี จะมีสักกี่คนที่สามารถรวบรวมปัญญา และแนวทางที่พระองค์ทรงพระราชทานให้เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริง

 

   เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจากการที่พระองค์ได้ทรงศึกษาจริงและการที่พระองค์ทรงกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกร ในชาติของพระองค์ หรือบุคคลต่าง ๆ
และแนวทางเพื่อทำให้ประสงค์นิกรเกิดความเข้าใจนั้น พระองค์ทรงกระทำด้วยความอดทนและด้วย ทรงเห็นอกเห็นใจ ในอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์

 

   ผมเชื่ออย่างมั่นใจว่าหากพระองค์มิได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในช่วงพระชนม์ชีพนี้พระองค์จะทรงเป็นบรมครูที่มีชื่อเสียงอย่างแน่นอน

 

ท่านทราบหรือไม่ว่า ความปรารถนาสูงสุดของครูคืออะไร


   ผมตอบได้ว่า คือการที่เห็น ศิษย์เป็นจำนวนมากเต็มใจศึกษาเล่าเรียนและเห็นคุณค่าคำสอนของครู ไม่มีอะไรอื่นอีกที่จะทำให้คุณมีความสุขมากไปกว่าสิ่งที่กล่าวแล้วนั้น ดังนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่า ควรที่จะเน้นบทบาทของพระองค์เพื่อให้ทรงเป็นครูของเราแต่โปรดตระหนักไว้เสมอว่าอย่าศึกษา เล่าเรียนเพื่อเอาใจครู แต่จงศึกษาเล่าเรียนเพื่อประโยชน์และความดีงามให้เกิดแก่ตัวท่านเอง การศึกษาเล่าเรียนและรู้จักปรับปรุงตนเอง เท่านั้น ที่จะทำให้ ชีวิตของเราดีขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปคิดเรื่องไม่เป็นสาระอื่นอื่นๆ

   ผมคิดว่าเป็นการไม่รับผิดชอบที่จะนั่งนั่งนอนนอน ใช้ชีวิตอย่างสบาย และให้คนเดียวทำงาน อย่างหนักเพื่อดูแล และแก้ปัญหาของชาติ ท่าทีเช่นนี้ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความไม่เคารพต่อพระองค์ ซึ่งแย่ยิ่งกว่าการพูด ถึงพระองค์ ในทางไม่ดี ในที่สาธารณะ
 


   ประเทศหลายแห่งในโลกจะดีใจมากที่มีพระมหากษัตริย์เช่นนี้ แต่ท่านเองเป็นคนไทยมีพระองค์เป็นกษัตริย์ แต่ไม่ได้นำประโยชน์จากพระองค์มาใช้ชีวิตเลย ผมคิดว่าน่าละอาย ถ้าหากว่าเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสู่วาระใหม่ และมีกระแสลมแรงมาจากทิศทางอื่น

 ประเทศหลายแห่งในโลกจะชี้มายังประเทศไทยและดูแคลนว่า….

"ดูสิ พวกเขามีครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่ได้เรียนรู้จากพระองค์น้อยมาก"



   ผมรู้สึกสงสารพระองค์อย่างสุดซึ้ง เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นเพียงบุคคลเพียงคนเดียว ที่พยายามจะพัฒนาประเทศชาติ ในขณะที่คนอื่นๆ ในชาติ ได้แต่เฝ้ารอ ให้สิ่งมหัศจรรยมหัศจรรย์เกิดขึ้น โดยที่มิได้ดำเนินตามรอยพระบาทของพระองค์
 ซึ่งผมคิดว่าการพัฒนาประเทศในรูปแบบนี้ ไม่น่าจะนำไปสู่ความสำเร็จได้

   ผมมีโอกาสได้อ่านบทความมากมายในหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยท่านหนึ่ง ผู้ที่นำพาประเทศไทยเข้าสู่สนามแห่งธุรกิจ เราพบเห็นนักการเมืองส่วนมากในเอเชียที่หลังจากครองอำนาจ และได้ผลประโยชน์ แล้วก็ไม่ช่วยเหลืออะไรประชาชนเลย นั่นทำให้ผมรู้สึกสงสารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะคำสอนของพระองค์ ตรงข้ามกับสิ่งที่นักการเมืองเหล่านั้นกำลังเป็นอยู่ พวกเขาจึงทำให้พระองค์ทรงทุกข์ใจ โดยเสแสร้งว่าซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการสร้างภาพไม่ใช่ความจริง พวกเขาเพียงแค่ต้องการจะใช้ภาพแห่งความจงรักภักดีนี้เพื่อนโน้มน้าว ให้ประชาชน ให้ประชาชนเทคะแนนให้ในการเลือกตั้งและขึ้นสู่อำนาจในเวลาต่อมาเท่านั้น

   ประชาชนคนไทยมุ่งหวังว่า นักการเมืองจะอุทิศตนเพื่อประเทศชาติเฉกเช่นเดียวกับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่พวกเขาทั้งหลายก็ทำให้คนไทยทั้งชาติผิดหวัง พวกเขาไม่สามารถ เป็นเช่นนั้นได้ เพราะนักการเมืองไทยได้รับอิทธิพลของแนวคิดแบบตะวันตก และมีหัวใจที่ถูกครอบงำไว้ด้วยธุรกิจ สำหรับผมในหัวใจของพวกเขาจึงไม่ได้มีความเป็นไทยอีกต่อไปแล้ว

   นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมคนธรรมดาสามัญชนทั้งหลายจึงรู้สึกรับไม่ได้กับการคอร์รัปชั่นฉ่อราษฎร์บังหลวง และนักโกหกที่ทำลายประเทศลงด้วยมือของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตามตราบใดที่ไม่มีใครสอน ให้นักการเมืองดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความหวังของคนไทยทั้งปวงย่อมจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

   ก่อนที่จะตัดสินใจมาพำนักอยู่ในประเทศไทย ในความคิดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ได้ทรงเป็นที่รู้จักมากนักในต่างประเทศ ชาวต่างชาติ รู้แค่เพียงว่าประเทศไทยก็เป็นเพียงประเทศ

หนึ่งเท่านั้น หลังจากที่ผมย้ายมาพำนักอยู่ในประเทศไทยแล้ว ผมพบว่าประชาชนคนไทยเองก็ไม่ได้สอนอะไรผมมากนักเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกคนเพียงแค่พยายามจะเทิดทูนและยกย่องพระองค์ มีคนไทยเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ ทรงต้องการจะสื่อสารและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพ่อพระองค์

หนังสือเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เล่มแรกที่ผมอ่านคือ
In his majesty's footsteps หนังสือเล่มนี้ แสดงให้เห็นถึงด้านที่เป็นเพียงผู้ชม ปุถุชน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงความพยายามของพระองค์ด้วย ผมไม่เคยขอให้ใครอ่านหนังสือ เกี่ยวกับพระองค์ที่เป็นภาษาไทยให้ผมฟังเลย

เพราะเพื่อนคนไทยของผม บอกว่า ๙๕ เปอร์เซนต์  ของหนังสือพวกนั้น ล้วนแล้วแต่มีเนื้อหา รูปภาพและเรื่องราวที่ไม่แตกต่างกัน นั่นจึงไม่ใช่แหล่งข้อมูลที่ผมต้องการ

   กระทั่งวันหนึ่ง ผมเงยหน้าขึ้นมองพระบรมฉายาลักษณ์ ขนาดใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชั่วขณะหนึ่ง โดยมองตรงเข้าไปในพระเนตรของพระองค์ แล้วทันใดนั้น พระองค์ก็ทรงเป็นแรงบันดาลใจ

ให้ผมเขียนหนังสือ เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นมา พระองค์ทรงรับสั่งให้ผมเขียนหนังสือเกี่ยวกับพระองค์ท่าน ขึ้นมาเล่มหนึ่ง การรับสั่งครั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในทางรูปกาย หากแต่ผมรับรู้

พระประสงค์ของพระองค์ได้ทางจิต เรื่องนี้อาจจะฟังดูเหมือนผมฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว แต่ทว่าเป็นเรื่องจริง
 

 



     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 สำหรับขั้นตอนในการผลิตหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครสนับสนุนการทำงานของผม เท่าใดนัก เพราะพวกเขาคิดว่า ฝรั่ง  ไม่มีทางที่จะเข้าใจ ในพระมหากษัตริย์ของชาวไทยได้ ไม่มีใครเลย ที่กล้าเสี่ยงในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ดังนั้น ผมจึงดำเนินการทางการเงินทั้งหมดด้วยตัวผมเอง กระทั่งทุกวันนี้ที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์ถึง ๓ ครั้งแล้ว ผมก็ไม่ได้หากำไรหรือผลประโยชน์ใดๆ จากหนังสือเล่มนี้ เห็นได้จากราคาขายเพียงเล่มละ ๙๙ บาทเท่านั้น

 

อันดับแรกชาวไทยควรจะต้องเข้าใจคุณค่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างถ่องแท้และผสมผสานแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาของพระองค์ลงไปในการดำเนินชีวิตประจำวัน

  
 สิ่งเหล่านี้ควรจะได้รับการสอนในโรงเรียนทุกแห่ง หากเป็นเช่นนั้นได้ชาวต่างชาติและประเทศอื่นๆ ในโลกก็จะปฎิบัติตามแนวทางนี้โดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ผมได้เสนอที่จะบรรยายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นให้กับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ในประเทศ ในหัวข้อ “เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว” แต่คนไทยไม่เต็มใจหรือขี้อายเกินกว่าที่จะเชิญผมไปบรรยายพวกเขาไม่เข้าใจด้วยว่าฝรั่งจะรู้เรื่องราวทุกอย่างของพระมหากษัตริย์ของคนไทยได้อย่างไรกัน


   ผมเคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่กรุงเทพมหานคร ในจดหมายฉบับนั้นบอกเล่าถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและอีกมากมายหลายเรื่อง รวมไปถึงการขอเข้าพบเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และแนวทางการแก้ปัญหา แต่พวกเขาไม่แม้แต่จะตอบกลับมาว่าได้รับจดหมายแล้ว ดังนั้นผมจึงยอมแพ้ นี่คือผลลัพท์ของค่านิยมตะวันตกและการบริโภคนิยมซึ่งถูกกระตุ้นโดยนักการเมืองไทย

   กล่าวถึงความรู้สึกต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของชาวต่างชาติที่อยู่รอบตัวผม สำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน พวกเขาจะชื่นชมในพระปรีชาสามารถของพระองค์อย่างมาก โดยพื้นฐานแล้วชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีทัศนคติในด้านบวกกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพียงแต่เราไม่ได้เทิดทูนในลักษณะเดียวกับที่คนไทยเป็นอยู่


   ในโลกนี้มีราชวงศ์มากกว่า ๓๕ ราชวงศ์ แน่นอนว่าเราไม่สามารถโฟกัสไปที่ราชวงศ์ทั้งหมดอย่างทั่วถึงได้ที่สำคัญคือราชวงศ์ส่วนใหญ่มีหน้าที่เพียงแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของราชวงศ์เท่านั้น แต่อะไรล่ะ

ที่เราจะสามารถเรียนรู้จากบุคคลในราชวงศ์และกษัตริย์แต่ละพระองค์ ได้คำตอบคือไม่มีเลย เพราะพวกเขาไม่ได้ดำรงตนเป็นครู  ให้กับประชากรของตนเอง อย่างเช่นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


   เรื่องที่น่าสลดใจก็คือ คนไทยทั้งหลายไม่ตระหนักและยอมรับในสิ่งนี้ ทุกคนภาคภูมิใจในการมีพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่แนวคิดอันเป็นรากฐานของสังคม เศรษฐกิจและการเมือง การเป็นแรงบันดาลใจ

ความเป็นตัวอย่างที่ดี และวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของพระองค์  ไม่ได้ถูกรับเอามาใช้ในการทางปฏิบัติอย่างเต็มบ่า


   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงเป็นบุคคลที่มีแนวพระราชดำริและกระทำการใดๆ โดยใช้หัวใจทั้งสิ้น พระองค์ทรงเข้าใจดีถึงคุณค่าของความรัก และความซื่อสัตย์ เพราะฉะนั้นคนไทย

ส่วนใหญ่จึงรู้สึกเชื่อมโยงได้ถึงพระองค์อย่างไรก็ตาม



 “ผมคิดว่าคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นั้นเป็นสากล เฉกเช่นเดียวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

 



    คนทั่วโลกจึงสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ไปปรับใช้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการศึกษามาจากต่างประเทศ (สวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา) พระองค์ทรงตระหนักว่าการศึกษาแบบตะวันตกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทว่าไม่ใช่ทุกอย่าง พระองค์ทรงสามารถถ่ายทอดแก่ชาวตะวันตกรวมถึงคนไทยถึงเหตุผลทั้งหลายทั้งปวง และการศึกษาอันชาญฉลาด แต่ความรู้ทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าหากปราศจากการเชื่อมโยงถึงความรู้สึกลึกซึ้งข้างในจิตใจ

 

 



จึงกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้นทรงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความชาญฉลาดแบบตะวันตกและภูมิพลังปัญญาของชาวตะวันตกออกในบุคคลคนเดียวกันซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์พร้อมอย่างมาก
 

   ผมเคยได้ยินเป็นประจำที่ชาวต่างชาติหรือเพื่อนผู้หญิงที่เป็นคนไทยพูดว่า เงินเดือนน้อยที่ทำมาจากชาติตะวันตกสามารถทำให้คนนั้นใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างกับพระราชา  ในส่วนอื่นๆ ของโลก การมีชีวิตอย่างพระราชา เป็นนัยยะของการอธิบายว่า นั่นคือความสะดวกสะบาย การใช้ชีวิตที่สนุกสนาน หรืออาศัยในดินแดนวิมานฉิมพลีอะไรทำนองนั้น


   ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะทรงใช้ชีวิตเช่นนั้นก็ย่อมทำได้หากพระองค์ จะทรงใช้ชีวิตเช่นนั้นก็ย่อมทำได้หากพระองค์ จะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ทรงมีสิทธิ์ที่จะสามารถทำได้ แต่พระองค์มิเคยทรงมีพระราชประสงค์ เช่นนั้นหากแต่ทรงอุทิศเวลาทั้งหมดตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยมีเป้าหมายอันสูงสุดในการทรงงานหนัก เพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชนของพระองค์

 

    ในประเทศศรีลังกาซึ่งผมเคยพำนักอยู่มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า ถ้าท่านไม่สามารถเป็นพระราชาได้ จงเป็นหมอ ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของสุภาษิตบทนี้ พวกเขาจะพูดจนติดตลกว่าผมเข้าใจแล้ว หากคุณไม่สามารถซึ้นรถโรลส์รอยซ์ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้เป็นรถเบนซ์ และถ้า คุณไม่สามารถมีพระราชวังที่พำนักได้ ก็ขอให้มรคฤหาสน์หลังใหญ่รอบล้อมด้วยนางพยาบาลแสนสวย

 

   เมื่อเห็นกษัตริย์หรือราชาธิบดีของประเทศตะวันตกบางพระองค์ว่าทรงมีความเป็นอยู่เช่นไร ผมจึงไม่อาจตำหนิชาวตะวันตกที่เข้าใจผิดในเรื่องนี้ได้

 

   คนเอเชียเข้าใจสุภาษิตบทนี้ได้ดีกว่าชาวตะวันตก ซึ่งหมายความว่า หากท่านไม่สามารถรักษาดูแลประเทศชาติทั้งหมดได้อย่างเต็มที่เหมือนอย่างพระราชา แต่ท่านอาจสามารถดูแลรักษาคนไข้จำนวนมากได้ในฐานะที่เป็นแพทย์สุภาษิต ที่เรียบง่ายบทนี้ยังมีความหมายที่แสดงให้เห็นถึงข้อแตกต่างเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศในโลกตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย

 

   ผมขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า จงอย่าตำหนิอิทธิพลของต่างประเทศหรือโลกตะวันตก แต่จงดูและ เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และในทำนองเดียวกันก็ศึกษาให้ เข้าใจในคุณค่าของมรดกทางความคิด และความเชื่อซึ่งพระองค์ท่านทรงมีอย่างอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึง

แนวทางการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนักและตรากตรำพระวรกายนั้น มิใช่เพียงเพื่อทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐ แต่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเป็น ตัวอย่างฉันผู้นำทาง และเป็นครูของเรา

 

   ผมไม่สามารถเน้นถึงสิ่งต่างๆ ได้ทั่วถึงอย่างที่เราสามารถหรือควรจะเรียนรู้ได้จากพระองค์ท่านซึ่งมีมากมายมหาศาล เมื่อก่อนนี้ผมมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แขวนไว้ในบ้าน รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๕ ด้วย แต่นั่นเป็นเพียงเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนของผม

 

ทุกคนควรจะตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะแสดงความเคารพต่อครูก็คือ

เรียนรู้จากพระองค์เพื่อที่จะนำความรู้นั้นไปช่วยเหลือคนอื่น

ไม่ใช่เพียงแค่แขวนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้ในบ้าน

 

   มีหลายครั้งที่ผมได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในความฝัน พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผมในเรื่องตลก ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม แต่ถ้าหากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์จริง ๆ ผมจะกราบทูลต่อพระองค์ว่า ขอขอบพระทัยพระองค์เป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกสิ่งที่ทรงกระทำ

   หากถามว่า คำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องใดที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผมได้มากที่สุด ผมคงจะตอบว่าไม่มีใครที่จะสามารถเปลี่ยนใครได้ นอกเสียจากตัวของเขาเอง ผมเชื่อด้วยว่าอำนาจล่อใจของอิทธิพลทางการเมืองและวัตถุนิยมกำลังเข้มแข็งมากเกินไปในสังคมไทยคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงกำลังสูญหายไปตลอดกาล หากยังไม่มีใครตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญแห่งคำสอนนั้น

 

   หากทุกคนช่วยกันเก็บรักษาเจตนารมณ์อันแรงกล้า และคำสอนของพระองค์เอาไว้ให้อยู่สืบต่อไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทุกคนพระองค์นี้ จะอยู่ในหัวใจของคนไทยตลอดกาล

 

หมายเหตุ 

ศาสตราจารย์แมนเฟรด คราเมส สนใจปรัชญาตะวันออกและศาสนาพุทธตั้งแต่ มีอายุได้ ๑๕ ปี
ทั้งที่ได้รับการศึกษาที่ดีและ มีอาชีพการงานที่มั่นคงแต่เมื่อมีอายุได้ ๑๙ ปี เขาก็ออกจากบ้าน
โดยละทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในวัดเซน ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา ๓ ปี
ทำให้ครอบครัวซึ่งเป็นชาวคริสเตียนอนุรักษ์นิยมไม่พอใจและเกือบถึงขั้นถูกตัดขาดจากครอบครัว
แต่เขาก็ยังคงศึกษาปรัชญาตะวันออกรวมถึงศาสนาพุทธอย่างจริงจังมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติสึนามิได้ไม่นานนัก เขาก็อำลาประเทศศรีลังกามาด้วยความหวังว่า
จะค้นพบประเทศที่มีสันติสุขและมีชาวพุทธที่เป็นมิตรมากกว่า
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย


ณ  ที่แห่งนี้ที่ศาสตราจารย์แมนเฟรดได้รู้จัก และเรียนรู้คำสอนทั้ง ทางตรงและทางอ้อมจากพระมหากษัตริย์
ผู้ทรงดำรงตนเป็นแบบอย่างอันดีงามของประสกนิกรมาโดยตลอด กระทั่งเขาได้เขียน หนังสือชื่อ
เรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัว : มุมมองของชาวต่างชาติต่อในหลวง ขึ้นมา
ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ. ศ. 2549  หลังจากที่เขียนหนังสือเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสด็จยุโรปครั้งที่ 2
ของพระพุทธเจ้าหลวง ณ สภาการแพทย์ของเยอรมัน และหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนา ชื่อ Photo meditation


ที่มาจากหนังสือ "รอยยิ้มของในหลวง"


  • เพิ่มเพื่อน