คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน หรือ เปเล่ แห่ง Guerilla Production บางท่านอาจจะคุ้นหน้าเขาในจอโทรทัศน์บ้าง แต่งานของเขานั้นมักจะอยู่เบื้องหลังที่ผลิตสารคดีน้ำดีมาให้เราชม และสารคดีดีๆ ที่ว่าก็มีรายการท่องเที่ยวเป็นหลัก

บทสัมภาษณ์ เปเล่-คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน จากนิตยสารหนีกรุง

By Digital Media | 9 ส.ค. 2555 15:12 | 2514 views | View Comment

City Detox       
Text: หมอนเข็ม Photos: กองบรรณาธิการ, คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน

ทำงานให้น้อยลง ใช้ชีวิตให้มากขึ้น
เปเล่-คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน

แขกรับเชิญฉบับนี้ ชื่อก็ฝรั่ง นามสกุลก็ฝรั่ง แถมหน้าตายังไม่เหมือนคนไทย บางท่านอาจจะคุ้นหน้าเขาในจอโทรทัศน์บ้าง แต่งานของเขานั้นมักจะอยู่เบื้องหลัง ใช่แล้ว...เขาคือ คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน หรือ เปเล่ แห่ง Guerilla Production ที่ผลิตสารคดีน้ำดีมาให้เราชมกันนั่นเอง และสารคดีดี ๆ ที่เขาผลิตก็มีรายการท่องเที่ยวเป็นหลัก เราจึงหมายมั่นว่า คุยกับเปเล่จะต้องได้อะไรดี ๆ มาฝากท่านผู้อ่านอย่างแน่นอน
 
ที่ผมทำรายการท่องเที่ยว ผมไม่ได้เลือกมัน แต่มันเลือกผม มันเป็นมาแต่เด็ก ๆ คือออกจากบ้านมันก็เดินทางแล้ว ผมเป็นอเมริกัน-สกลฯ ครับ พ่อผมเป็นอเมริกัน แม่เป็นคนสกลนคร บ้านผมเป็นครอบครัวที่เราไม่ได้แยกกันอยู่ แต่แย่งกันอยู่ พ่อกับแม่ผมเป็นผู้ที่ชอบทะเลาะกัน ไม่รู้ทะเลาะอะไรกันนักหนา แล้วแม่ผมก็จะเป็นประเภทงอน ย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนบ้าง บ้านนู้นบ้านนี้บ้าง แล้วการที่ผมหิ้วกระเป๋านักเรียน กระเป๋าเสื้อผ้าตุเลงไปหน้ารามฯ บ้าง หรือไปไหน ๆ มันก็เป็นการเดินทาง”

 เปเล่ทำรายการท่องเที่ยว โดยมี เรย์ แม็คโดนัลด์ เป็นพิธีกร พาผู้ชมท่องไปตามสถานที่ต่าง ๆ เฉพาะในประเทศไทยเขาก็ไปมากว่า 50 จังหวัดแล้ว แต่ถ้าไปเที่ยวเอง เขาก็มีวิถีการเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร

“เวลาที่ผมไปเที่ยวจริง ๆ ไม่ได้ไปทำงาน ก็จะนึกถึงบ้าน บ้านคุณแม่ คุณแม่ผมเป็นคนสกลนคร ก็คืออีสานนั่นเอง ถ้าคนอยู่ในวงการก็จะพยายามปกปิดว่าเป็นคนอีสาน ลูกครึ่งอีสาน ซึ่งนั่นแหละครับ ใครถามผมก็จะบอกเลยว่า เป็นอเมริกัน-สกลฯ เมื่อก่อนนี้คนอีสานนี่เป็นอะไรที่ผมไม่ได้เหลียวแลเลย ไม่สนเลย ยิ่งบ้านแม่แล้ว ไม่เอาเลย ผมไม่ได้เกิดที่นั่น เป็นแค่บ้านแม่เท่านั้นเอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเท่าไหร่หรอก จนโตมารู้เรื่องและเข้าใจอะไรเกี่ยวกับชีวิต...ว้าว บ้านแม่นี่ละมีค่า มีเสน่ห์จังเลย อะไรที่เราเคยชิน เรามักจะมองข้าม พอกลับไปมองอีกที ว้าว ๆ อีสานบ้านแม่ผมที่ท่าแร่...เท่มาก ท่าแร่เป็นหมู่บ้านที่เป็นคริสต์ คือสมัยก่อนน่าจะมีมิชชันนารีเข้ามาจากฝั่งญวน ฝั่งเวียดนาม เข้ามาตั้งหมู่บ้าน หมู่บ้านเล็ก ๆ นะฮะ มีโบสถ์ มีอะไร มีตึกเก่าโคโรเนียล โห...มาโผล่อะไรแถวนี้ได้ แล้วก็เป็นคริสต์กัน 100% แต่ไม่มีฝรั่งนะ พอถึงช่วงคริสต์มาสทุกปีก็จะมีงาน เขาเรียกขบวนแห่ดาว...เป็นคาร์นิวัล...ไปรอบ ๆ เมือง...สวยงาม แล้วเราชินตั้งแต่เด็ก ๆ เลยเฉย ๆ พอโตมา โอ้...เท่ ที่ไหนเนี่ย เท่มากเลยนะ บ้านเราเอง ก็รู้สึกดีที่บ้านเราค่อนข้างพิเศษมาก ก็เลยกลับไป”

นั่นคือช่วงที่เปเล่ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว สมควรจะเปิดตัวเองให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ บ้าง จึงแบ่งเวลามาเพื่อการนี้

“ผมรู้สึกว่าทำงานเยอะไปแล้วครับ และรู้สึกว่าวิชาความรู้มันเต็มมาก เต็มจนทิ้งห่างคนรุ่นเดียวกันมาไกลเหมือนกัน และรู้สึกว่าตัวเองรู้ด้านเดียว รู้จริงจังเลยนะ เลยอยากมีเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และผมทำสื่อสารมวลชน ความรู้รอบตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เผื่อจะผันไปเป็นอะไรที่เป็นอาชีพได้บ้างในอนาคต ในเฟซบุ๊กของผม ผมก็จะมี tagline ว่า ‘ทำงานให้น้อยลง ใช้ชีวิตให้มากขึ้น’ และทุกปีผมก็กลับไปบ้าน คือโครงการนี้ผมทำเอง เขียนเองอยู่คนเดียว เรียกว่าเป็น Ideal Concept ที่ทุกคนเอาไปใช้ได้เลย คือ กลับบ้าน เอาความรู้ที่ตัวเองมีไปทำให้มันเกิดอะไรบางอย่างและอยู่กับมันได้ ของผมอยากจะใช้ความรู้เกี่ยวกับท่องเที่ยวไปพัฒนาท่าแร่ให้มันเกิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว จริง ๆ ที่นี่เค้าก็เที่ยวกันอยู่แล้วละ แต่มาเฉพาะงานไม่ใช่ทั้งปี...เพราะฉะนั้นสเต็ปแรกผมต้องเข้าถึงก่อน ซึมซาบความเป็นท่าแร่ก่อน โชคดีที่ผมก็ยังเป็นลูกหลานที่ใคร ๆ ยังพอจำผมได้บ้าง ตัวดำขนาดนี้ ใครจะจำไม่ได้ (หัวเราะ) ปีนึงผมก็จะพยายามแทรกตัวกลับไป ครอบครัวแม่ผมเป็นครอบครัวชาวนาอย่างแท้จริง ผมก็ไปปลูกข้าวทุกปี สุดท้ายมรดกตกทอดจากคุณแม่ผมก็มีที่นา 3 ไร่ ที่นาเล็ก ๆ เนี่ยผมก็ไปปลูกของผม ทำทุกปี แล้วจะค่อย ๆ ซึมซาบความเป็นครอบครัวชาวนา ต้องเป็นชาวนาให้ได้ก่อน แล้วค่อย ๆ แทรกเรื่องท่องเที่ยวเข้าไป ก็อยากจะฝันว่า วันนึงมันจะเป็น Farm Stay ที่ทุกคนสามารถมาเที่ยว มาอยู่กับวิถีชาวนาแบบผมได้”

เปเล่ไปเป็นชาวนาเฉพาะกิจที่ท่าแร่มา 2 ปีแล้ว ได้ข้าวที่เขาปลูกเองกลับมาใส่ถุงให้เป็นของขวัญปีใหม่กับผู้ใหญ่ที่นับถือ

“ข้าวบ้านผมไม่เลวนะ ไม่รู้พันธุ์อะไร เหนียว ๆ กลม ๆ อ้วน ๆ ไม่สวยเรียวแบบมะลิขนาดนั้น แต่เหนียวนิดนึงคล้ายข้าวญี่ปุ่น กินกับแกงละใช้ได้ ต้องทำไปเรื่อย ๆ ครับ บ้านผมเป็นนาปี ปีละครั้ง”

การกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด เปเล่เรียกว่า กลับบ้านนอก ซึ่งเท่ากับเป็นการ detox อย่างแท้จริง

“หลาย ๆ คนที่มาทำงานเมืองกรุงหรือเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่แล้ว น่าจะมีที่ที่บ้านนอกแถวชนบทกลับไปให้บ้าน detox ตัวเอง ไม่ต้องไปใช้เงินซื้อบริการท่องเที่ยวทั่วไป แบบนั้นไม่ได้ detox หรอก ไปใช้บริบทของบ้าน ครอบครัวของญาติพี่น้องตัวเอง detox ใจ กาย วิสัยทัศน์ผมว่าอันนี้น่าไปมากกว่า ไปช้า ๆ ให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้และยอมรับความเป็นตัวเองอย่างแท้จริงดีกว่า แต่ถ้าเป็นประเภทไม่ได้มีบ้านอยู่บ้านนอก ผมก็อยากให้ลองเปลี่ยนแนวดู คือท่องเที่ยวมีหลายแบบนะครับ แบบที่ทำงานหนักแล้วอยากไปกิน-นอน-อยู่สบาย ๆ ใช้เงินเต็มที่ อันนี้ก็มีเยอะแยะ แต่ถ้าบางทริปอยากจะไปแล้วได้ detox ตัวเอง ก็ลองทางเลือกที่สามารถเอาตัวเองไปอยู่ในบริบทของที่นั่นได้ อาจจะเป็นโฮมสเตย์หรือเป็นอะไรที่เราไปอยู่ได้เป็นลูกเป็นหลาน เวลาเขารับเรา ก็รับเราเป็นลูกเป็นหลาน เราจะได้มิตรภาพใหม่ ๆ มีแม่ใหม่ ๆ ผมชอบไปโฮมสเตย์มาก ได้แม่ใหม่ประจำ ส่งน้ำพริกส่งอะไรมาให้ที่บ้านประจำ ถ้าปีนึงเรามีโอกาสเที่ยวสัก 3-4 ครั้ง เผื่อไว้สักครั้งไปแบบชนบทบ้าง ผมไม่ได้ชวนไปกันดารนะ ชวนไปแบบพื้นบ้านบ้าง มันอาจจะไม่มีครบปัจจัยพื้นฐานแบบเมือง ๆ ก็จริง แต่ปัจจัยแบบชนบท บางทีเราก็ได้เห็นมุมสะท้อนว่ามันก็จำเป็นกับชีวิตนะ นี่ก็ detox เหมือนกัน”

เปเล่ชักแม่น้ำทั้งห้าชวนท่านผู้อ่านไปเที่ยวตามวิถีชนบท ถ้ายังนึกภาพไม่ออก มีหนังตัวอย่างให้ดูค่ะ

“ถ้าจะไปนะครับ ผมเชียร์ ‘บ้านนาต้นจั่น’ ที่สุโขทัยนี่เลย ไปหาแม่เสงี่ยม นี่แม่ผมเลยนะ บอกไปเลยว่า เปเล่แนะนำ ไปเลย...แม่เค้ารับอย่างดี แม่เสงี่ยมเค้าจะเป็นเหมือนหัวหน้าของชุมชน โฮมสเตย์อะไรของเค้านี่ละ ได้ฮามาก แกจะพาไปรู้จักคนโน้นคนนี้ ตาวงษ์คนทำตุ๊กตาไม้ หรือลุงคนนี้เป็นเจ้าของสวนก็ไปกินผลไม้ คือในหมู่บ้านนี้เครือข่ายเค้าละ ฮา ๆ ทั้งนั้น”

เปเล่แนะนำทั้งที ฉบับนี้เราก็มีรายละเอียดเที่ยวสุโขทัยให้อ่านกันจุใจด้วยนะคะ ไปอ่านต่อกันได้ค่ะ และยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่เปเล่ประทับใจมาก

“อีกที่ผมเชียร์ภาคใต้เลย ผมชอบที่ ‘บ้านคีรีวง’ ที่นครศรีธรรมราช ก็น่ารัก เป็นวิถีธรรมชาติ บรรยากาศและวิถีชีวิตที่นี่มันใกล้เคียงธรรมชาติมาก ไม่ต้องออกไปเที่ยวไหนเลย อยู่ในนี้ก็สมบูรณ์แล้ว ผมเปรียบที่นี่เป็นสวนอีเดนได้เลย เข้ามาแล้วมันเป็นสวรรค์มาก น้ำไหลผ่านบ้านทุกหลัง เป็นชาวสวนแต่ไม่ใช่ที่ราบ เป็นเนิน ๆ นี่ละ เพราะมันเป็นเขา ปลูกผลไม้ปลูกอะไรโดยไม่ต้องไปกดลงดินหรือทำแปลงขุดน้ำ แค่เอาเมล็ดเขวี้ยงมันขึ้นไป เดี๋ยวมันก็ขึ้นของมันเอง แล้วก็เก็บ ๆ ใส่มอเตอร์ไซค์วิบาก มีตะกร้า  2 อัน อย่างเท่เลย เพราะทางมันลาดชัน รถยนต์ขึ้นไม่ได้ ชาวสวนที่นี่เท่มาก อันนี้ perfect มาก ผมไม่เคยเจอที่ไหน perfect ได้เท่านี้”

หมู่บ้านคีรีวงที่เปเล่ประทับใจนี้เป็นชุมชนเข้มแข็งที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง มีสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว โด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะได้เป็นชุมชนที่มีอากาศบริสุทธิ์แห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเท่ากับเป็นจุดที่อากาศบริสุทธิ์ที่สุดในไทยนั่นเอง เปเล่มีโอกาสดีที่งานของเขานำพาให้ได้ไปพบสิ่งใหม่ ๆ ที่บางคนอาจยังไปไม่ถึง และมิตรภาพที่ได้กลับมา ทำให้เขากลายเป็นคนญาติเยอะ ทั้งที่เขาเป็นคนตัวคนเดียว

“ผมเป็นคนชอบผจญภัย เป็นคนอัธยาศัยดี ก็จะไปคุยกับผู้ใหญ่คนนั้นคนนี้ คุณป้า คุณน้า คุณอา คุณแม่ คุยไปเรื่อย เพราะเราชอบคุยกับคน ก็จะเจอความจริงใจ ทำให้ผมมีผู้ใหญ่อยู่ตามที่นั่นที่นี่ บางทีเค้าโทรมา...คิดถึงนะ... คิดถึงเหมือนกันคร้าบ...ก็ดีครับ เพราะผมตัวคนเดียวไง แล้วก็ไม่อยากอยู่เป็นหลักแหล่ง มีบ้านอยู่กรุงเทพฯ ก็จริง แต่บางทีก็อยากไปโน่นไปนี่ เค้าก็จะต้อนรับเรา เวลาเราไปทำสารคดีเราต้องได้ใจเค้าในการเข้าถึง ให้เขารักเรา อ้าแขนยอมรับเราเข้าบ้าน ตัวผมเองก็ชอบด้วย”

อีกอย่างที่เปเล่ชอบเที่ยวเมืองไทย เพราะมันจะเต็มไปด้วยสิ่งที่คาดไม่ถึง

“ผมเที่ยวต่างประเทศมาก็เยอะ แต่ชอบเที่ยวเมืองไทย เพราะมันง่าย พูดคุยง่าย ไม่ต้องเดา ไม่ค่อยพลาดเท่าไหร่ ประเทศไทยมันมีอะไรให้ค้นพบใหม่ ๆ เสมอในทุกที่ที่ไป อาจเป็นเพราะเราไม่ได้มีรูปแบบสักเท่าไหร่ในความเป็นประเทศไทยในบริบทของการท่องเที่ยว มันก็จะมีอะไรประหลาด ๆ ที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไม่คาดฝัน จะมีโผล่มาทุกครั้ง บ้านเรานี่...โห...มีด้วยเหรอวะ อะไรเงี้ย เจอประจำ แล้วเราก็ชอบ อย่างผมเพิ่งไปอ่างทองมา ผมไม่รู้เลยนะว่าจะไปเจอหมู่บ้านกลอง  ผมเป็นคนชอบกลองซะด้วย ตื่นเต้น อะไรนี่...ทำกันทั้งหมู่บ้านเลย กลองแบบกลองไทยเลย กลองเพลวัด กลองญี่ปุ่นใหญ่ ๆ ที่อยู่ในวัดญี่ปุ่นเค้าก็มาสั่ง ดีใจ ชอบ ๆ อยากซื้อ เจอใครก็แนะนำให้ไป มีหลายอย่างมากที่มันไม่น่าจะอยู่ที่นี่ ทำกันป๊อก ๆ อยู่หลังบ้าน ลูกเด็กเล็กแดง หมูหมาเดินกันพล่าน มันดีฮะ”
สนุกซะขนาดนี้ใครยังไม่คิดออกไปเที่ยวก็ใจแข็งไปหน่อย ก่อนจบเปเล่ฝากข้อคิดน่าสนใจมาถึงท่านผู้อ่านด้วย ไปฟังเค้ากันค่ะ

“เอาคำผมไปใช้ได้เลย ทำงานให้น้อย ใช้ชีวิตให้มากขึ้น สิ่งหนึ่งในโลกนี้ที่เงินไม่อาจซื้อได้คือเวลา ถ้าเราปล่อยให้เวลาของเราผ่านไปทุกวัน ๆ ด้วยการทำงาน เพื่ออะไร? เพื่อได้เงิน? เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือ-ทำงาน-ได้รับการยอมรับเชิดหน้าชูตา-เป็นโรค-แล้วก็ตาย แล้วที่เหลือระหว่างทางมันคือประสบการณ์ชีวิต สิ่งเดียวที่จะทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิต คือออกไปเที่ยว ออกเดินทาง ไปเจอคน ไปพูดคุย แล้วมันจะเติมเต็มชีวิตเรา เราใช้ชีวิตกันไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ เพราะเป็นห่วง เพราะกังวลในพื้นฐานชีวิต กังวลว่าจะไม่มีตังค์ จะไม่ได้รับหน้าที่การงาน จะไม่ได้ทดแทนคุณพ่อแม่ เราทำทุกอย่างยกเว้นทำให้ตัวเอง เราจะเลือกทำให้ตัวเองเป็นสิ่งสุดท้ายเสมอ ความกังวลมันจะทำให้เราเดินไปสู่อิสรภาพในการใช้ชีวิตได้ช้าลง เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวล มันเป็นแค่องค์ประกอบของชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตซะหน่อย ก็เอาสิ่งนี้เข้าไปในชีวิตด้วยซิ ทำไปพร้อม ๆ กันครับ”


สามารถเข้าชมเว็บไซต์นิตยสารหนีกรุงได้ที่  www.neekrung.com
หรือติดตามได้จาก facebook fanpage neekrungmagazine




Web1