กรมราชทัณฑ์ร่วม สตช.ทำแผนเผชิญเหตุ ตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมเผชิญเหตุนักโทษแหกหัก ก่อจลาจล จี้ผู้คุมเป็นตัวประกัน เพื่อใช้กับเรือนจำทั่วประเทศ

ราชทัณฑ์-สตช.ทำแผนเผชิญเหตุนักโทษแหกหัก ก่อจลาจล-จี้ผู้คุม

By สำนักข่าวไทย TNA News | 4 ม.ค. 2556 15:52 | 979 views | View Comment

กระทรวงยุติธรรม 4 ม.ค.- กรมราชทัณฑ์ร่วม สตช.ทำแผนเผชิญเหตุ ตั้งผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมเผชิญเหตุนักโทษแหกหัก ก่อจลาจล จี้ผู้คุมเป็นตัวประกัน เพื่อใช้กับเรือนจำทั่วประเทศโดยเฉพาะเรือนจำนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ขณะที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตั้งกรรมการสอบสวนเหตุนักโทษจี้ผู้คุมเรือนจำกลางเขาบินแล้ว

พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย  อธิบดีกรมราชทัณฑ์  เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เหตุการณ์นักโทษจี้ผู้คุมเรือนจำกลางเขาบินแล้ว  เพื่อสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ได้เสนอขอเจ้าหน้าที่ผู้คุมเพิ่ม 2,000 คน ตามมาตรฐานสากล แต่หากได้จำนวนเท่าใดก็ยินดี นอกจากนี้ ได้มอบหมาย นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดทำแผนเผชิญเหตุในเรือนจำ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีความชัดเจนมากกว่าที่ผ่านมา ทั้ งกรณีเกิดเหตุจลาจล  การจับผู้คุมเป็นตัวประกัน  โดยแผนดังกล่าวจะนำไปใช้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศทั้ง 143 แห่ง โดยเฉพาะเรือนจำความมั่นคงสูงที่คุมขังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์  ซึ่งจะมีการทดสอบแผนก่อนใช้จริง

ด้าน นายกอบเกียรติ  กล่าวว่า ที่ผ่านมาราชทัณฑ์มีแผนเผชิญเหตุในเรือนจำอยู่แล้ว  แต่การจัดทำแผนร่วมกับตำรวจครั้งนี้จะทำให้การทำงานระหว่างราชทัณฑ์และตำรวจมีความชัดเจนทั้งวิธีการปฏิบัติ อำนาจหน้าที่ รวบถึงการประเมินระดับความรุนแรงเพื่อใช้แผนให้เหมาะสม  แต่ละฝ่ายมีหน้าที่อย่างไร  ซึ่งในแผนดังกล่าวผู้บัญชาการเรือนจำจะถือเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์สูงสุด  ส่วนตำรวจจะมีหน้าที่เป็นผู้คุมพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์อาจไม่จำเป็นต้องใช้กำลังของตำรวจเช่นการก่อเหตุวุ่นวายของผู้ต้องขังจำนวนน้อย  เรือนจำสามารถควบคุมได้  แต่หากมีการก่อจลาจลของผู้ต้องขังจำนวนมาก ก็จะระบุในแผนชัดเจนตำรวจจะมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง  เช่น  ให้ตำรวจสนับสนุนกำลังพลรอบนอก หรือให้เข้าควบคุมสถานการณ์ภายในเรือนจำ  ทั้งนี้ หลังการจัดทำแผนแล้ว จะมีการฝึกซ้อมภาคปฏิบัติร่วมกันระหว่างเรือนจำกับตำรวจเพื่อให้เข้าใจการปฏิบัติตรงกัน

นายกอบเกียรติ  กล่าวต่อว่า  ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คุมที่เรือนจำกลางเขาบิน  ไม่ใช้ข้อผิดพลาดที่นำมาสู่การจัดทำแผนเผชิญเหตุในเรือนจำ เนื่องจากทุกฝ่ายตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่  ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องยึดเป็นหลักในแก้ไขสถานการณ์รุนแรงคือ เรื่องความปลอดภัยและการประเมินสถานการณ์  ไม่ใช่การพิจารณาจากระยะเวลาเป็นสำคัญเพราะบางสถานการณ์เช่นการจับผู้คุมเป็นตัวประกันไม่สามารถเร่งรัดเวลาได้ ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา  ส่วนกรณีก่อจลาจลจะต้องพิจารณาเรื่องระยะเวลาประกอบด้วยเพราะหากปล่อยเวลาเนิ่นนานจนถึงช่วงค่ำ  เจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น. - สำนักข่าวไทย
 



Web1