ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน กับทิศทางอาเซียนที่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

By Modern Radio - FM 96.5 | 13 ส.ค. 2556 16:56 | 714 views | View Comment

ผ่านไปหยกๆ สำหรับวันอาเซียน 8 ส.ค. รายการ CEO VISION พุธนี้ (14 ส.ค.) ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จะพูดคุยกับ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประมวลเรื่องราวน่าสนใจ 46 ขวบปีของการก่อตั้งอาเซียน และทิศทางการเชื่อมต่อประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกด้าน หรือ Asian Connectivity เป็นอย่างไรไปติดตามกัน

ดร.สุรินทร์ มองความพร้อมแต่ละประเทศในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนว่า ในอาเซียนมีความแตกต่างหลากหลาย แต่ละประเทศเข้ามาไม่พร้อมกัน ลักษณะการเมืองการปกครอง ลักษณะกฎหมาย ค่านิยม ภาษา ศาสนา ประวัติศาสตร์ ต่างกันมากมาย ไม่เหมือนสหภาพยุโรปหรือ อียูที่จะบังคับว่าประเทศที่จะเข้าอียูต้องมีมาตรฐานทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมคล้ายๆ กันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีกฎเกณฑ์เงื่อนไข หากไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ก็เข้ามาเป็นสมาชิกอียูไม่ได้ ที่เราพูดอยู่เสมอว่า อียูคือแรงดลใจ แต่ขณะเดียวกันอียูก็ไม่สามารถที่จะเป็นโมเดลหรือตัวแปรให้กับอาเซียนได้

“ความพร้อมที่จะรับประชาคมอาเซียนไม่เท่ากัน ความตื่นตัวก็เชื่อว่าไทยคงไม่แพ้ใคร แต่อาจไม่ใช่ประเทศที่พร้อมที่สุด  ประเทศที่พร้อมที่สุดอาจเป็นประเทศเล็กๆ ที่จัดระบบเศรษฐกิจภายในต้อนรับกระแสต่างๆ ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนบรูไน  มีระบบเศรษฐกิจที่มีสินค้าชนิดเดียวจึงไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่มี” ดร.สุรินทร์ อธิบาย

ส่วนไทย ดร.สุรินทร์ บอกว่า พิเศษกว่าประเทศอื่น ตรงที่ไทยเศรษฐกิจใหญ่อันดัยสองรองจากอินโดนีเซีย และเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย มีทั้งการเศรษฐกิจ พาณิชย์ อยู่ในประเทศไทย ขณะที่สิงคโปร์เป็นเศรษฐกิจการบริการ แต้งกิ้ง ไฟแนนซ์  ชิปปิ้ง ลอจิสติกส์ ทรานสปอร์ต เทเลคอมมิวนิเคชั่น  ส่วนมาเลเซียค่อนข้างจะจำกัดเรื่องการเกษตร การแปรรูปอาหาร การไฟฟ้าที่ไปได้ดี น้ำมันปาล์มไปได้ดี  ขณะที่ไทยนั้นหลากหลาย มีทุกชนิด น่าจะพร้อมกว่าคนอื่น อีกทั้งยังถูกจับจ้อง ว่าไทยน่าจะเป็นเขตลงทุนที่ดี เป็นประเทศที่เศรษฐกิจได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียนได้มาก ในแง้การลงทุน มีการซื้อขาย การผลิต การท่องเที่ยว ที่เห็นว่าค่อนข้างจะไปได้ดี

“แต่ความพยายามที่จะให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จะต้องใช้ความต่อเนื่องของนโยบาย ต้องใช้ความทุ่มเท ต้องใช้สมรรถภาพของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ  นี่ถือเป็นปัญหาหนักที่ผมมองอยู่ 5 ปี นั่นคือ ความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพราะปัญหาภายในของประเทศเรา ที่เปลี่ยนนโยบาย ไม่มีความต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีเวลาตั้งตัวเตรียมเพื่อได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งที่ฐานอื่นดีกว่าคนอื่น” ดร.สุรินทร์ กล่าวหนักแน่น และว่า

คุณภาพของคนยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากมาย ระบบการศึกษา ปัญหาเรื่องความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจการลงทุน ปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ที่เป็นเรื่องจริงที่บั่นทอนความสามารถที่จะดึงการลงทุนเข้ามา มีการเข้ามาลงทุนในอาเซียนจำนวนมาก ที่ควรจะเข้ามาในไทยมากกว่าประเทศเล็กๆ  แม้อินโดนีเซียใหญ่กว่าไทย แต่ก็เป็นการขายทรัพยากร ไม่มีความหลากหลายเหมือนไทย  ไม่มีผลผลิตทางอุตสาหกรรมมากเท่าไทย การลงทุนกว่าแสนล้านต่อปี น่าจะเข้ามาไทยมากกว่า เราไม่ได้เป็นอันดับหนึ่ง อันดับสอง ไม่แม้แต่จะเป็นอันดับสามที่จะดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ อาจเพราะนักลงทุนไม่มั่นใจ ในเรื่องระบบ กระบวนการ ความโปร่งใส ประสิทธิภาพของบุคคล

สำหรับการปรับตัวของคนในประเทศ ดร.สุรินทร์ ระบุว่า เรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เรื่องของขีดความสามารถในการผลิตนวัตกรรม การพัฒนาสินค้าและบริการของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปขึ้นกับแบรนด์ของต่างประเทศ เราควรจะมีแบรนด์อาเซียน แบรนด์ไทยแลนด์ ทั้งเรื่องกระบวนการผลิต สิทธิบัตร  การคิดค้น เรื่องศิลปะ บันเทิง ภาพยนตร์ ดนตรี  เรื่องลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ที่เป็นอาเซียนมากกว่านี้  แทนที่จะเป็นการผลิตให้คนอื่น ใช้แบรนด์คนอื่น

“เราใส่แรงงานเข้าไปมากกว่า มาประกอบในโรงงานของเรามากกว่า ที่จะผลิตชิ้นส่วนเข้าไป ทำให้เราเสียเปรียบ ซึ่งรายได้ต่อหัวของเราก็สะท้อน แค่ 6,000 ไม่ถึงหมื่นเสียที เราใช้เวลาพัฒนา 20 ปีแต่เราไม่สามารถก้าวข้ามพ้น middle income trap  ไม่เกินหมื่นดอลลาร์ต่อคนต่อปี มาเลเซีย กำลังจะเกินหมื่นในอีกไม่กี่วันนี้ ส่วนสิงคโปร์เกินหน้าไปไกลถึงสี่หมื่นแล้ว  หากเราจะก้าวผ่านไปได้ ต้องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เราพยายามปฏิรูปมากว่า 10 ปี แต่ไม่ได้สร้างคนให้ดีขึ้นกว่าเดิม” ดร.สุรินทร์ บอกเล่า

อดีตเลขาฯอาเซียน แสดงความห่วงใยอีกว่า คือระบบการศึกษาของไทยไม่ได้กระตุ้นให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ให้คิดเอง ถามเอง ประดิษฐ์เอง ก็อาจมีแหลมมาบ้าง ที่ไปคว้ารางวัลโอลิมปิก แต่ก็เป็นส่วนน้อยมากๆ สิ่งที่จะต้องทำก็คือ ให้พวกที่อยู่กลางๆ ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ไปทำให้คนสุดยอด 10-20 คนดีเลิศไปเลย เพราะประเทศชาติจะไม่ได้รับประโยชน์จาก 10-20 คนได้ ถ้าระบบที่จะใช้เขาไม่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ มีสถาบัน องค์กร หน่วยงาน ให้ทำวิจัย รีเสิร์ช  สร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา  ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตรฯ และสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มีแนวคิดจะทำ แต่ก็ยังช้ามาก หน่วยงาน มหาวิทยาลัยวิชาการ ต้องร่วมกันทำมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเราจะสู้ในอาเซียนไม่ได้  เราจะไปสู้ในประชาคมโลกไม่ได้ หากเรายังเป็นเศรษฐกิจที่รองรับนวัตกรรมคนอื่น

“ขณะนี้ แรงงานของเราก็เริ่มมีปัญหา ต้องใช้แรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น ฉะนั้น เรื่องของแรงงานต้องชัดกว่านี้ ต้องยอมรับว่า คนเหล่านี้ เป็น Factor of Production ในระบบเศรษฐกิจไทย ต้องดูแลเขา ต้องดูแลสวัสดิการ สิทธิ ผลประโยชน์ เป็นระบบระเบียบ ต้องโปร่งใส ไม่มีเอารัดเอาเปรียบ จะช่วยเพิ่มขีดการแข่งขันให้ไทย แต่ถ้าเราละเลยกับสิ่งเหล่านี้ เราตามวิวัฒนาการของปัญหา ทุกอย่างเราเปลี่ยนไปแล้ว เราขาดแรงงานภาคก่อสร้าง เราขาดแรงงานภาคแปรรูปอาหาร เราขาดแรงงานด้านการเกษตร เราขาดแรงงานประมง ทำอย่างไรเราจะจัดการกับสิ่งที่มาจากข้างนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพและพัฒนาแรงงานข้างในให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการบริการที่มีประโยชน์สำหรับธุรกิจทุกประเภทที่เข้าไป” ดร.สุรินทร์ แนะนำ

นอกจากนี้ ดร.สุรินทร์ ยังห่วงอีกว่า ในระบบราชการ เกี่ยวกับความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ การกำกับดูแล ควบคุม การจัดสรร ที่อ่อนแอมากๆ คนที่เข้าไปสู่ตำแหน่งงานไม่เป็นไปตามสเปกหรือความเหมาะสม ไม่ได้ประสิทธิภาพ  เพราะหลายสิ่งหลายอย่างในระบบราชการไทยเป็นค่านิยมเดิมๆ คือการอุปถัมภ์กัน พออุปถัมภ์มากๆ และระบบการเมืองเข้ามา ก็ยิ่งอุปถัมภ์หนักกันทั้งระบบ หลายอย่างที่เอกชนมีปัญหากับทางตลาดโลก แล้วระบบราชการไม่เคยช่วยได้

เมื่อถามถึงความพร้อมในการอยู่ในเวทีนานาชาติของข้าราชการไทย ดร.สุรินทร์ บอกว่า เราไม่ได้เทรนด์คนให้แสดงออก เราไม่ได้อบรมให้คนมีความสามารถในการต่อรอง  สามารถโต้ นำเสนอ ฉะนั้น ข้อเสนอของเราจึงไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่เข้าใจของประชาคมภูมิภาคและประชาคมโลก ภาษานั้นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าเราไม่สามารถนำเสนอได้ เราก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเพิ่มพูนหรือต่อรองผลประโยชน์  เข้าสู่ประเทศได้ จริงๆ สิ่งสำคัญคือ หนึ่ง รู้และเข้าใจปัญหา เตรียมตัวดี แม้ภาษาไม่ได้ก็สามารถพูดได้ ด้วยภาษาของเรา และมีล่ามดีๆ

“ข้าราชการที่ต้องเข้าไปอยู่ในตำแหน่งการเจรจา ต่อรองที่ไม่ได้มาจากการคัดสรร ให้ได้ความเป็นเลิศมา พอเข้ามาแล้วไม่ศึกษา ไม่เตรียมตัว  ก็ยิ่งไปกันใหญ่ จะไม่เข้าใจว่า เขาพูดอะไรกัน ฉะนั้น ก็ต้องไปดูถึงการสรรหาคนเข้าตำแหน่ง มีประสิทธิภาพที่สุดหรือยังหรือแค่เริ่มต้นก็บูดเบี้ยวแล้ว อย่างเช่น เรื่องของครูผู้ช่วยสอน กลายเป็นเรื่องของความด่างพร้อย ไม่โปร่งใส” ดร.สุรินทร์ ยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพชัดขึ้น

ดร.สุรินทร์ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า ไทยเรายังมีหลายจุดที่แข็ง แต่ก็มีหลายจุดเช่นกันที่อ่อน และบกพร่อง ก็คือต้องย้อนไปที่ระบบและทรัพยากรมนุษย์  ให้ความสำคัญกับภาษา                

 

เรียบเรียง : อริสรา ประดิษฐสุวรรณ


Tags: CEO VISION  FM96.5  Top Story  Video  


Web1