“โทนี แบลร์” ชี้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศต้องเป็นคนในประเทศแก้ไขเอง ผนึกกำลังก้าวข้ามสิ่งที่เป็นประสบการณ์ในอดีต ต้องยึดหลักนิติธรรม

“โทนี แบลร์” ชี้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศต้องเป็นคนในประเทศแก้เอง

By สำนักข่าวไทย TNA News | 2 ก.ย. 2556 15:51 | 196 views | View Comment

กรุงเทพฯ 2 ก.ย.-“โทนี แบลร์” ชี้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศต้องเป็นคนในประเทศแก้ไขเอง ผนึกกำลังก้าวข้ามสิ่งที่เป็นประสบการณ์ในอดีต ต้องยึดหลักนิติธรรม รัฐบาลต้องมีความสัมพันธ์กับเสียงส่วนน้อย

ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี สถาบันความมั่นคงและนานาชาติศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ จัดปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” (Uniting for the future learning from each other’s experiences) โดยมีบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมกว่า 500 คน

นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่มีค่าจ้าง แต่มาเพราะเชื่อว่ากระบวนการสมานฉัทน์เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ จึงอยากเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องเป็นการแก้ไขของคนไทยในประเทศเอง ไม่ใช่คนภายนอก ซึ่งประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมามีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก มีความโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยว สิ่งที่จะพูดป็นการแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ โดยมีหลักการ 5 ประการที่ได้เรียนรู้จากการมีส่วนร่วมกับขบวนการปรองดองสมานฉันท์ในหลายปีที่ผ่านมา

นายแบลร์กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ประเทศอื่นๆ เช่นกัน การปรองดองจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรู้สึกแบ่งปันกัน ไม่ใช่แตกแยกกัน การผนึกกำลังแก้ไขปัญหา ต้องทำให้คนมีความรู้สึกแบ่งปันโอกาสให้กันในอนาคต มากกว่าไม่พอใจในสิ่งที่ผ่านมา อดีตสามารถวิเคราะห์ไตร่ตรองได้ แต่ไม่ควรไปตัดสินที่จะนำมาซึ่งความพึงพอใจทุกฝ่ายได้ เราต้องยอมรับว่าจะอย่างไรก็ตามยังมีสองฝ่าย เราวิเคราะห์อดีตที่ทำให้เดินไปสู่อนาคตได้ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การยอมรับในเรื่องความไม่พอใจที่จะกั้นไม่ให้ไปสู่อนาคต

นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า การปรองดองสมานฉันท์ไม่ใช่เปลี่ยนความคิดของคนที่ผ่านประสบการณ์มา แต่ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดที่ต้องมุ่งไปสู่อนาคต กรณีตะวันออกกลางเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วมีการปล่อยนักโทษ ครอบครัวเหยื่อที่เป็นชาวอิสราเอลต่อต้านว่าปล่อยคนผิดไม่ยุติธรรม แต่หากศึกษาแล้วจะเห็นว่าภารกิจความปรองดองไม่ใช่การลบล้าง แต่ต้องก้าวผ่านไป เพื่อเริ่มทำอย่างอื่น แต่สาระแท้จริงของความปรองดอง คือ การตั้งกรอบการทำงานในอนาคตที่เห็นว่ายุติธรรมสามารถทำได้ รากฐานหรือเหตุผลเดิมของความขัดแย้งสามารถพูดถึงได้เช่นกัน แต่ต้องแบ่งอำนาจใช้ให้เสมอภาคกัน และต้องไม่ปิดกั้นการเข้าไปมีส่วนร่วม โดยมีกรอบการดำเนินการอย่างยุติธรรม

นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า ในอดีตความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีประเด็น เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการยึดอำนาจ ประเด็นต่างๆ อยู่บนพื้นผิวและมีรากฐานความขัดแย้งนำไปสู่ความไม่เห็นชอบของแต่ละฝ่าย ต้องมีกรอบสร้างความสมดุลบนประชาธิปไตยที่แท้จริงที่จะใช้งาน ซึ่งประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การลงคะแนนให้คนส่วนใหญ่เข้าไปมีอำนาจ แต่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับคนส่วนน้อยอย่างไร อย่าทำให้คนส่วนน้อยรู้สึกว่าถูกกีดกัน ต้องแบ่งปันพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรในอดีต ต้องมองเห็นว่าในอนาคตมีทางไปได้ จากที่เคยร่วมงานกับหลายประเทศ พบว่ามีความแบ่งแยกอยู่ภายใน เช่น เรื่องสีผิว ซึ่งแต่ละประเทศมีความแตกแยกไม่เหมือนกัน แต่มีสิ่งที่คล้ายคลึงกัน

นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า หลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่คนมองข้าม ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรีในสหราชอาณาจักร ได้ใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนครั้งแรกที่ศาลสูงในสหราชอาณาจักร สามารถคว่ำบาตรมติของรัฐบาลได้ ถ้าขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน ซึ่งความยุติธรรมต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซง ปราศจากอคติใดๆ หลักการสำคัญที่ทำให้การปรองดองเกิดง่ายขึ้น หากการเมืองของประเทศนั้นๆ สามารถดูแลประชาชนของประเทศตัวเอง รัฐบาลทำงานอย่างโปร่งใส แต่หลายครั้งปัญหาและสิ่งท้าทายของรัฐบาลไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใส การปรองดองง่ายขึ้นถ้ารัฐบาลทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น หากทำไม่ได้ประชาชนจะไม่รู้สึกถึงการปล่อยวางเพื่อให้เกิดการปรองดอง เวลานักการเมืองหาเสียงพูดเหมือนบทกวี แต่เวลาทำงานเหมือนเป็นแค่วาจา

“กระบวนการปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งสำคัญอย่ายอมแพ้ เพราะเป็นเรื่องอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากแค่ไหน จำเป็นต้องทำและประชากรทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วม เพราะผู้นำต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนไม่เช่นนั้นการปรองดองคงเกิดขึ้นไม่ได้”  นายโทนี แบลร์ กล่าว

นายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ กล่าวว่า กระบวนการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปิดกว้างให้คนเข้ามาร่วมมือกัน ซึ่งความปรองดองระดับชาติที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน ทุกประเทศมีปัญหาในประเทศ นอกจากนี้ ต้องทำให้ประชาชนมีการศึกษาที่ดีและสุขภาวะที่ดี รวมถึงต้องหาวิธีการดูแลเรื่องความยุติธรรมและความเศร้าโศกในอดีต อีกทั้งต้องมีการสานเสวนาเพื่อสร้างความปรองดอง รวมถึงผู้นำรัฐบาลต้องมีความมุ่งมั่นในการทำงานแก้ไขความขัดแย้งในอดีต ปัญหาในบ้านเมืองไม่สามารถแบ่งแยกประเทศได้ ซึ่งถ้าเรามองตรงนี้และมีความมุ่งมั่นตั้งใจ การปรองดองย่อมประสบความสำเร็จ

นางพริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและที่ปรึกษาอาวุโสขององค์กร Center for Humanitarian Diaioque (HDC) กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยคนภายนอกไม่สามารถเข้าใจเรื่องลึกๆ ได้ ซึ่งประเทศไทยต้องผลักดันให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์มากกว่านี้ การจะผ่านพ้นความความแตกต่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ต้องดูแก่นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และยอมรับความแตกต่างนั้น ต้องหารูปแบบของการปรองดองว่ารูปแบบใดเหมาะสมสำหรับปัญหา ต้องสร้างความไว้วางใจกับกลุ่มบุคคลต่างๆ การปรองดองไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ เมื่อเริ่มแล้วจะต้องดูแลให้เดินไปได้ ทราบว่าในประเทศไทยมีความสนใจเรื่องนิรโทษกรรม เรื่องนี้หากตีความในระดับสากลอาจใช้ไม่ได้กับระดับท้องถิ่น การนิรโทษกรรมจะยกโทษให้อาชญกรรมบางอย่าง แต่ไม่ควรลบกระบวนการที่จะให้ความจริงออกมาควรศึกษาว่ามีอะไรเกิดขึ้น

“กรอบสำหรับทุกอย่างในแง่แนวคิดควรมีหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริงรองรับอยู่ และเห็นผลประโยชน์ของชาติอยู่ร่วมกัน ให้พื้นที่สำหรับความเห็นที่แตกต่าง ส่วนความขัดแย้งทางด้านการเมืองต้องยอมรับว่าให้ประชาธิปไตยนำทางมาใช้เพื่อประโยชน์ของชาติเป็นหลัก” นางพริสซิลลา เฮย์เนอร์ กล่าว

จากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้ถามคำถามกับวิทยากร โดยมีนางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภริยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการชุมนุมเมื่อปี 2553 ได้ถามว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 มองว่าบทบาทของภาครัฐจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า จุดประสงค์หนึ่งของคณะกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คือ ให้รับฟังผู้ที่เป็นเหยื่ออย่างเคารพ จากประสบการณ์ในไอร์แลนด์ สิ่งที่เราทำต่อไปคือต้องหาวิธีการที่จะก้าวเดินไปในอนาคตเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ส่วนหนึ่งของการสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าในประเทศใด คือ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ปัญหาของการเมืองยุคใหม่ คือ เราค่อนข้างก้าวร้าว ไม่ว่าจะทางสังคมออนไลน์หรือสื่อ สิ่งสำคัญสำหรับนักการเมืองปัจจุบันคือต้องสื่อสารกับผู้คนอย่างเปิดเผยและลึกซึ้งมากกว่าในอดีต

จากนั้นมีผู้ถามนายโทนี แบลร์ ว่า ใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการหาเวทีเพื่อพูดคุยสร้างความปรองดองขึ้นในไทย นายโทนี แบลร์ กล่าวว่า ไม่อาจบอกได้ว่ารัฐบาลควรทำอย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิดเอง เพราะท้ายที่สุดผู้ที่จะแก้ปัญหาคือผู้ใกล้ชิดกับความขัดแย้ง แต่ควรหาการเสวนาที่ทุกคนสามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว ต้องหาคนหลักที่จะไปเจรจาพูดคุยและสร้างสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อพูดคุยกันในบางเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าว ที่สำคัญคือต้องมีเจตจำนงพื้นฐานเบื้องต้นที่จะก้าวข้ามความแตกต่างไปสู่จุดที่สามารถบริหารจัดการได้ หรือหาเจตจำนงที่จะขจัดอุปสรรคในการปรองดองได้ เพราะไม่เช่นนั้นการก้าวข้ามจะไม่เกิดขึ้น ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมากในการสร้างความปรองดอง เพราะจะทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีความละเอียดอ่อนหรือไม่ ถ้าใช้ภาษาที่ทำให้รู้สึกไม่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายหนึ่ง ความปรองดองจะไม่เกิดเลย รัฐบาลใดที่ต้องการสร้างความปรองดองต้องพยายามเข้าใจความรู้สึกและให้พยายามคิดว่าถ้าเราเป็นอีกฝ่ายหนึ่งเราจะคิดหรือทำอย่างไร ต้องการให้เกิดอะไรขึ้น อีกทั้งต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและไม่ทำให้คนรู้สึกว่ามีประเด็นแอบแฝงหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง บางครั้งอาจเอาคนนอกที่เป็นกลางหรือมีความน่าเชื่อถือเข้ามาตรวจสอบ และบางครั้งการปรองดองไม่ใช่การเปิดเจรจาโดยตรง แต่เป็นการวางทางสำหรับการเดินไปทีละก้าว

ส่วนกรณีที่ตุลาการทำให้เกิดความสงสัยหรือทำให้เกิดความรู้สึกว่ากีดขวางการปรองดองจะทำอย่างไร นายแบลร์กล่าวว่า จะกล่าวถึงกรณีไทยเป็นการเฉพาะไม่ได้ แต่หลักนิติธรรมของตุลาการหรือความเป็นอิสระที่อำนาจตุลาการต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายตระหนักดี แต่หากไม่สามารถหาความยุติธรรมได้ก็จะนำเรื่องเหล่านี้ออกไปตามท้องถนน

ด้านนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน แสดงความเห็นด้วยว่ากระบวนการปรองดองไม่ควรเร่งรีบทุกคนมีสิทธิในกระบวนการ และทุกฝ่ายมีบททดสอบที่สำคัญ แต่ต้องยอมรับว่าได้รับอำนาจผ่านสไกป์ ซึ่งส่งผลกระทบกับคนภายใน อนาคตในประเทศเราจะไปทางไหน จะเห็นได้ว่ามีการแทรกแซงมาจากภายนอก เราต้องยอมรับและพิจารณาให้ชัดเจนว่าเราต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะการดำเนินการไม่ได้มาจากสองพรรคการเมือง แต่มีการดำเนินการจากภายนอกด้วย.-สำนักข่าวไทย



Web1