ไทยควรรับมืออย่างไร? จากภาวะGovernment Shutdown ในสหรัฐอเมริกา โดย ดร.สมภพ มานะรังสรรค์

By Digital Media | 3 ต.ค. 2556 14:56 | 4819 views | View Comment


“ต้องทำให้นิ่งที่สุดในสองเรื่องคือ ความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าคลื่นทั่วโลกทำท่าจะเกิดสึนามิยักษ์ ถ้าเรายังไปทำบ้านเราเองปั่นป่วน  เราไม่ช่วยกันสร้างเขื่อน ช่วยกันกันคลื่นยักษ์จากนอกประเทศที่จะมากระทบเราได้ เราซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรเราก็จะถูกกระทบได้มากเป็นพิเศษได้” ดร.สมภพ กล่าวไว้อย่างน่าคิด




จากภาวะ Government  Shut down ในสหรัฐอเมริกา  จากความขัดแย้งของสองพรรคการเมือง ในเรื่องนโยบายการประกันสุขภาพของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ต้องการให้เปิดโอกาสให้คนอเมริกันเข้าถึงการรักษาพยายาบาลได้ดีขึ้น คือการทำประกันสุขภาพ ขณะที่ฝ่ายค้านมองว่า ที่จะให้มีผลในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ก็จะเป็นการเพิ่มภาระ เป็นความขัดแย้งกันมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง และเมื่อมาถึงขั้นตอนที่จะต้องประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอยู่ในงบประมาณก็ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ สภาสูงก็คว่ำกฎหมายของสภาล่าง เมื่อเกิดภาวะ Government  Shutdown แล้วกระทบอะไรบ้าง มาติดตามฟัง ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์ อธิบการดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่างๆ ในรายการ ข่าวเข้ม ประเด็นข้นเมื่อเช้าวันนี้ (2 ต.ค.2556)

เมื่อถามถึงความยืดเยื้อยาวนาน ดร.สมภพ บอกว่า คราวนี้ น่าติดตาม เพราะขณะนี้ เริ่มกลายเป็นเสียงการเมืองที่แหลมคม ในวันที่ 17 ต.ค.จะปัญหาเกิดการกระโดดข้มหน้าผาการคลัง รอบใหม่จะกลับมาใหม่ น่าจะยังคงจำกันได้เมื่อต้นปี ตอนที่รัฐบาลโอบามาขอก่อหนี้เพิ่ม สู้กันอยู่หายวัน ตลาดหุ้นก็ร่วงทั่วโลก กว่าจะเข็นไปได้ก็ต้องอยู่ภายใต้สัญญาหลายเรื่อง คือ โอบามาต้องไปงประมาณด้านนั้น ด้านนี้ เพื่อไม่ก่อหนี้มากจนเกินไป ขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐก่อหนี้จนชนเพดานแล้ว คือ 16.7 ล้านล้านเหรียญ พอๆ กับจีดีพีของสหรัฐ กล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ รัฐบาลสหรัฐมีหนี้สาธารณะคิดเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกัน

“เมื่อยังมีโอบามาแคร์ต่อไป แม้จะครอบคลุมชีวิตของผู้คนประมาณ 20%ของคนอเมริกัน ไม่ต่อกว่า 50-60 ล้านคนที่จะได้รับการอุดหนุนในการประกันสุขภาพ ก็ยิ่งทำให้หนี้ยืดเยื้อยาวนาน และที่สำคัญหนี้ที่ยืดเยื้อยาวนานอยู่ขณะนี้ ก็ไปขัดแย้งกับปรัชญาของพรรครีพับลีกัน หากจะถามว่า ปรัชญาของพรรครีพับลีกันและเดโมแครตต่างกันอย่างไร ก็ต่างกันตรงที่พรรครีพับลีกัน ชูนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรี ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับตลาด ฉะนั้นก็ต้องปล่อยให้กลไกตลาดมันทำงาน แต่ว่าการเข้าไปให้การอุดหนุนถือเป็นนโยบายรากหญ้า นโยบายประชานิยมฉบับอเมริกาของโอบามา หรือ โอบามาแคร์ ก็มีคนบอกว่า นี่เป็การบิดเบือนกลไกตลาดและอาจทำให้สหรัฐเป็นเหมือนสหภาพบยุโรป คือการเข้าไปอุ้มชูให้สวัสดิการประชาชนมาก ในที่สุดประชาชนก็มัวแต่ยื่นมือขอความช่วยเหลือกับรัฐบาล” ดร.สมภพ อธิบายชัดเจนและว่า

ดร.สมภพ บอกอีกว่า เหตุผลทางด้านการเมืองน่าจะรุนแรงกว่า น่าจะมีพลังมากกว่า เหตุผลทางด้านการเมืองมาจากไหน เราต้องยอมรับว่า ในปีหน้า จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งขณะนี้ สภาสูง เดโมแครตคุมอยู่ ส่วนสภาล่าง รีพับลีกันคุมอยู่ ซึ่งรีพับลีกันก็มองว่า ถ้าตัวเองเพลี้ยงพล้ำในครั้งนี้ และจะต้องเพลี้ยงพล้ำต่อไปก็คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีในงวดหน้านี้ ถ้าโอบามาสามารถช่วงชิงฐานการเมืองถึง 20%ของคนอเมริกกัน พรรคเดโมแครตจะปกครองชาวอเมริกันไปยาวนานอีกขนาดไหน นี่เองที่จะกลายเป๋ยการต่อสู้ทางการเมือง ที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เงียบหายไปเป็นปี หลังจากมีปัญหาเรื่องหน้าผาการคลังที่กำลังจะกลับคืนมาใหม่ จะทำให้ตัวแปรของการกระเพื่อมทางการเมืองดำรงอยู่ในสังคมอเมริกาไปอีกยาวนานไปจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งทั่วโลกต้องใส่ใจ เพราะเราต้องยอมรับว่า สหรัฐคือเมืองหลวงของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ทั่วโลกใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราสกุลหลัก

“การทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของเศรษฐกิจจริง และยังเป็นธุรกรรมในภาคการเงิน การลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน การซื้อขายหุ้นทั่วโลก ซื้อขายเงินตราทั่วโลก อัตราซื้อขาย ทุกอย่างที่เป็นธุรกรรมการเงิน ก็ใช้ดอลลาร์เป็นสื่อกลาง ฉะนั้นเมื่ออเมริกาเกิดการกระเพื่อมไหวสองจังหวะทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาจะกระเพื่อมไหวทางด้านเศรษฐกิจ ที่เราจะได้ยินเรื่อง QE เมื่อไหร่จะ taper QE ซึ่ง QE หมายถึง การอัดฉีดเงินออกมาของแบงก์ชาติสหรัฐ ที่เดือนละ 85,000 ล้านเหรียญ เพื่อมาช่วยผ่อนเบาภาระงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐนั่นเอง เพื่อให้พันธบัตรรัฐบาลขายดี พอขายดี ราคาก็จะสูงขึ้น ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐก็จะลดลง แต่เมื่อพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ ก็จะไปฟ้องอยู่ที่บัญชีกำไรขาดทุนของแบงก์ชาติอเมริกา พูดง่ายๆ ก์คือ แบงก์ชาติอเมริกาเป็นหนี้นั่นเอง” ดร.สมภพวิเคราะห์ให้เข้าใจง่ายๆ

ดร.สมภพ อธิบายต่อไปอีกว่า จะเห็นว่า ตอนนี้ รัฐบาลอเมริกาเป็นหนี้ทั้งที่ผ่านโยบายการเงินและการคลัง และในวันที่ 17 ต.ค.จะต้องมาถกกันใหม่ว่า รัฐสภายินดีให้เดโมแครตภายใต้การนำของโอบามา ก่อหนี้หรือขยายเพดานหนี้ที่อาจขยายไปร่วม 18 ล้านล้านเหรียญ จากที่ชนเพดาน 16 ล้านล้านเหรียญ เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็จะกลายเป็นเกมการเมืองที่พรรครีพับลีกันเห็นว่า หน้าผานั้นเป็นเรื่องที่โอบามาต้องข้ามไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาคือ รัฐบาลอเมริกาต้องมีวิญญาณนักรบ คือ ชักดาบหนี้ คือ เมื่อถึงเวลาผ่อนชำระหนี้ก็ไม่มีเงินให้ อันนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ รีพับลีกันก็อ่านเกมออก เมื่อมาถึงการต่อรองในช่วงนี้ หลังจากต่อรองครั้งแล้วครั้งเล่า ก็พ่ายแพ้มาตลอด และล่าสุดที่พรรครีพับลีกันได้เสนอเข้าไปให้เลื่อนการใช้โอบามาแคร์ไปอีกหนึ่งปี ก็ถูกสภาสูงตีกลับมาอีก ก็ยิ่งทำให้กลุ่มพรรคฝ่ายค้านมีความไม่พอใจ และรู้ว่าขืนเดินแต้มต่อไป รีพับลีกันอาจได้นั่งฝ่ายค้านยาว และอยู่ภายใต้ปรัชญาของพรรคที่ว่า ใครทำงานหนักก็ควรได้รับผลตอบแทน ไม่ใช่คนทำงานหนักจะต้องไปจ่ายเงินให้คนไม่ทำงาน

เมื่อถามถึงจุดตายที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่คือการต่อรองเรื่องการขยายเพดานหนี้  ดร.สมภพ บอกว่า พรรครีพับลีกันยังถือไพ่เหนือกว่า เพราะหากขยายเพดานไม่ได้ พลังที่จะทำให้เศรษฐกิอเมริกามีปัญหาโดยเฉพาะผ่านตลาดเงินตลาดทุนและมีผลโดมิโนไปทั่วโลกจะรุนแรงมากมายมหาศาลกว่า Government  Shut down เพราะ Shut down คนก็จะคาดกันได้ว่า ยังไงก็ต้อง Open Up ขึ้นมา อย่างมากครั้งที่แล้วก็ 21 วัน (สมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน) สร้างความเสียหาย ให้เศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าแสนล้านเหรียญหรือประมาณ 1%ของจีดีพี ส่วนครั้งนี้ก็รู้ไงว่า ยังไงก็ฝ่าข้ามมาได้ เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะ Shut down ไปตลอด

ดร.สมภพ ยกตัวอย่างที่นาซ่า ว่า ขณะนี้ มีคนประมาณ 18,000 คน มีคนได้เงินเดือนแค่ 5,000 คนเอง ก็ทำให้โครงการอวกาศหลายๆ โครงการชะงักงันไปหมด แต่อีกเกมที่แหลมคมกว่า คือ เกมการขอขยายเพดานการก่อหนี้ หรือการขอต่ออายุการก่อหนี้ออกไป ซึ่งเกมนี้ ส่วนตัวเชื่อว่า พรรครีพับลีกันเป็นต่อแน่นอน

เมื่อถามถึงผลกระทบทั้งที่สหรัฐและภูมิภาคอื่นๆ ดร.สมภพอธิบายว่า ก็ต้องรอวันที่ 17 ต.ค.ซึ่งก็ถือว่ายาวนานมาก แต่ถ้าไม่ถึงวันที่ 17 ก็จะทำให้เป็นตัวแปรอีกตัวหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจทั้งสหรัฐและทั่วโลกสั่นเทิ้มขึ้นมาใหม่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจของอเมริกาขณะนี้ อิงอยู่กับภาคการเงิน คือการทำมาหากินอยู่ในตลาดเงินตลาดทุน ก็คือ หากินกับการเก็งกำไรนั่นเอง

เมื่อถามถึงความสามารถในการเป็นลูกค้า ซึ่งประเทศไทยเองกำลังเหนื่อยกับตัวเลขการส่งออก มีผลด้วยหรือไม่ ดร.สมภพ ยอมรับว่า มีผลแน่นอน เมื่อคนอเมริกันต้องรัดเข็มขัด เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่นำเข้ามากที่สุด ซึ่งทันทีที่เกิดการแผ่วลงในอำนาจซื้อของอเมริกาก็ปรากฏให้เห็นแล้วว่า คน 8 แสนคนไม่มีรายได้แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม แน่นอนสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การรัดเข็มขัด ก็ต้องลดทอนการนำเข้า ประเทศผู้ส่งออกทั่วโลก ไม่ว่าจะส่งออกไปอเมริกาโดยตรงหรือส่งออกไปภูมิภาคอื่นเพื่อส่งไปอเมริกาอีกต่อ  ก็จะมีผลกระทบได้ ฉะนั้นประเทศไหนที่พึ่งพาการส่งออกเยอะๆ ก็จะกระทบมากเป็นพิเศษ

เมื่อถามข้อควรระวังของไทย ดร.สมภพ บอกว่า ไทยต้องทำให้นิ่งที่สุดในสองเรื่องคือ ความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าคลื่นทั่วโลกทำท่าจะเกิดสึนามิยักษ์ ถ้าเรายังไปทำบ้านเราเองปั่นป่วน  เราไม่ช่วยกันสร้างเขื่อน ช่วยกันกันคลื่นยักษ์จากนอกประเทศที่จะมากระทบเราได้ เราซึ่งเป็นเพียงเกาะเล้กๆ ในมหาสมุทรเราก็จะถูกกระทบได้มากเป็นพิเศษได้

เรียบเรียง : อริสรา ประดิษฐสุวรรณ

 



Web1