กฟผ.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด หลังจากรับพิจารณากรณีเขื่อนไซยะบุรี แจงโครงการนี้ดีต่อสองประเทศ

กฟผ.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

By สำนักข่าวไทย TNA News | 24 มิ.ย. 2557 15:23 | 721 views | View Comment

กรุงเทพฯ 24 มิ.ย. - กฟผ.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด หลังจากรับพิจารณากรณีเขื่อนไซยะบุรี แจงโครงการนี้ดีต่อสองประเทศ ทั้งระบบเศรษฐกิจและค่าไฟฟ้าต่ำ เสริมความมั่นคงพลังงานของไทย

นายสุนชัย คํานูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีเขื่อนไซยะบุรี ใน สปป.ลาวเฉพาะข้อหาที่ 3 ว่า ในเรื่องนี้ กฟผ.รอคำตัดสินของศาลว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยในกรณีการรับซื้อไฟฟ้าโครงการนี้ กฟผ.เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า และที่ผ่านมาการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมการก่อสร้างจะกำกับดูแลโดยรัฐบาล สปป.ลาว และที่ผ่านมารัฐบาล สปป.ลาว เสนอโครงการไซยะบุรีต่อคณะกรรมาธิการลุ่มน้าแม่โขง (Mekong River Commission : MRC) เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามข้อตกลงของประเทศภาคีสมาชิกลุ่มแม่น้าโขง (Agreement on the Cooperative for the Sustainable Development of the Mekong River Basin 5th April 1995) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา และขณะนี้ผู้ดำเนินโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนจะก่อสร้างเสร็จและส่งไฟฟ้าเข้าไทย  ปี 2562 ซึ่งโครงการมีผลดีต่อไทยและ สปป.ลาวในการส่งเสริมเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างกัน

“กฟผ.พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยโครงการนี้ทางผู้ก่อสร้างดูแลถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำดูถึงระบบทางปลาผ่านและอื่น ๆ และโครงการนี้ดีต่อไทย เพราะเสริมความมั่นคงต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ๆ และไทยก็ก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ยากขึ้น” นายสุนชัย กล่าว

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องวันนี้ของผู้ฟ้องคดีเขื่อนไซยะบุรี ใน สปป.ลาวเฉพาะข้อหาที่ 3 ในส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฯ รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและสังคมไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่าเมื่อโครงการไซยะบุรีก่อสร้างเสร็จจะส่งพลังไฟฟ้าให้ประเทศไทย 1,220 เมกะวัตต์ ที่จุดส่งมอบไฟฟ้าชายแดนไทย-ลาว ระยะเวลา 29 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณปีละ 6,929 ล้านหน่วย มีอัตราค่าไฟฟ้าคงที่และยังเป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น โดยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย  ณ ชายแดน 2.16 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ตลอดอายุสัญญา 29 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้าทางเลือกในประเทศ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มีอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 2.90 -4.30 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีมีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กยาว 810 เมตร ความสูงหัวน้ำใช้งาน (Rated Net Head) 28.5 เมตร ติดตั้งประตูระบายน้ำเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 10 บาน โดยติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 175 เมกะวัตต์ จำนวน 7 เครื่อง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประเทศไทย และขนาด 60 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่ สปป.ลาว รวมกำลังผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 1,285 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละ 7,370 ล้านหน่วย

โครงการนี้ออกแบบให้มีประตูน้ำสำหรับเรือสัญจรติดกับเขื่อนด้านขวา กว้าง 12 เมตร ยาว 120 เมตร เพื่อรองรับการสัญจรทางน้ำสาหรับเรือขนส่งขนาด 500 ตัน และมีทางปลาผ่านเพื่อรักษาพันธุ์ปลา กว้าง 10 เมตร ติดกับเขื่อนด้านซ้าย นอกจากนี้ยังออกแบบให้มีทางระบายน้ำล้นฉุกเฉินเพื่อช่วยระบายน้ำเมื่อเกิดอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก เมื่อโครงการสร้างแล้วเสร็จจะปล่อยน้ำไหลผ่านในแต่ละวันเท่ากับปริมาณน้ำที่ไหลเข้า โดยไม่มีการกักเก็บน้ำไว้ ดังนั้น ปริมาณน้ำในลุ่มแม่โขงจะเป็นไปตามธรรมชาติตลอดทั้งปี โดยจัดทำระบบทางผ่าน ช่องทางเดินเรือ รวมทั้งการป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง

สำหรับผู้ลงทุนเขื่อนไซยะบุรี ได้แก่ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Company Limited : "XPCL") โดยผู้ร่วมทุนประกอบด้วย กลุ่ม ปตท.  ร้อยละ 25 ช.การช่าง ร้อยละ 57.5 กลุ่มเอ็กโก้ ร้อยละ12.5 และพีทีคอนสตรักชั่นร้อยละ 5 โดยคาดว่าเงินลงทุนจะไม่ต่ำกว่า 115,000 ล้านบาท.- สำนักข่าวไทย