X
แนวโน้มตลาดงานยุคหลังโควิด-19

แนวโน้มตลาดงานยุคหลังโควิด-19

27 มิ.ย. 2565
360 views
ขนาดตัวอักษร

จ๊อบส์ดีบี เปิดผลสำรวจสรุปภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานปี 2565 แนวโน้มตลาดงาน ทักษะอะไรที่คนทำงานยุคใหม่ต้องมี พบว่า เศรษฐกิจภาพรวมยังคงชะลอตัว ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2% ส่วนในด้านตำแหน่งงานว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% ผันแปรไปตามจำนวนที่มากขึ้นของประชากรที่ได้รับวัคซีน โดยเหล่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวังและจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ในปี 2564 ที่ผ่านมา ธุรกิจที่มีจำนวนตำแหน่งที่เปิดรับสมัครงานสูงสุดได้แก่ 1) ธุรกิจไอที คิดเป็น 11.3% 2) ธุรกิจขายส่ง ขายปลีก คิดเป็น 10.8% 3) ธุรกิจธนาคารและการเงิน คิดเป็น8.4% ทางด้านสายงานที่มีจำนวนใบสมัครสูงสุด ได้แก่ 1) สายงานขาย งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 14.3% 2) สายงานการตลาด งานประชาสัมพันธ์ คิดเป็น 11.7% 3) สายงานธุรการและทรัพยากรบุคคล คิดเป็น 10.9% 


ธุรกิจที่มีการฟื้นตัวกลับมาอยู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว ได้แก่ ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษและปิโตรเคมีธุรกิจไอทีธุรกิจการผลิต และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม แม้ว่าสถานการณ์ตลาดงานจะค่อย  ปรับตัวอย่างช้า  ไปตามสภาพเศรษฐกิจ  ปัจจุบัน จ๊อบส์ดีบี ยังคงยึดมั่นในปณิธานที่ตั้งใจเป็นแพลตฟอร์มหางานที่ดีที่สุดให้แก่ผู้หางาน ล่าสุด เปิดตัวแคมเปญ Up level รวบรวมแหล่งความรู้ ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูงสุด นำเสนอในรูปแบบออนไลน์คอนเทนต์ เพื่อให้ผู้หางานได้บ่มเพาะ ฝึกฝน และเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม พร้อมพัฒนาศักยภาพขึ้นเป็นแรงงานคุณภาพในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง


ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า จากฐานข้อมูลและผลสำรวจภาพรวมและแนวโน้มตลาดงานของจ๊อบส์ดีบี พบว่า ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วมี 4 ธุรกิจ คือ ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษ และปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลพวงเชิงบวกมาจากการใช้พลาสติกที่เพิ่มขึ้นสูงมากจากการจัดส่งอาหารในช่วงโรคระบาดธุรกิจไอที ที่เติบโตจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งการสนับสนุนของรัฐบาลที่ผลักดันการนำเอาอุปกรณ์ไอทีมาประยุกต์ใช้ธุรกิจการผลิต จากดัชนีการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลังจากมาตรการควบคุมโรคระบาดเริ่มผ่อนปรนลง และธุรกิจการแพทย์และเภสัชกรรม ที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในช่วงวิกฤตโรคระบาดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งธุรกิจที่กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการแรงงานที่มีทักษะเกี่ยวข้องดีดตัวกลับมา โดยธุรกิจไอทีธุรกิจขายส่ง ขายปลีก และธุรกิจการเงินและการธนาคาร ถือเป็น 3 ธุรกิจที่มีการเปิดรับสมัครงานสูงสุดคิดเป็น 11.3%, 10.8%, 8.4% ตามลำดับ

 

ในส่วนของการฟื้นตัวของแต่ละสายงาน พบว่า สายงานที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด ได้แก่

1) สายงานไอที คิดเป็น 19.1%

2) สายงานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 19.0%

3) สายงานวิศวกรรม คิดเป็น 13.9%

โดยกลุ่มสายงานที่มีจำนวนประกาศงานเติบโตขึ้นมากที่สุด ได้แก่

1) สายงานอีคอมเมิร์ซ คิดเป็น 71.7%

2) สายงานขนส่ง คิดเป็น 43.8%

3) สายงานการเงินและการธนาคาร คิดเป็น 26.2%


สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 มีบทบาทส่งเสริมและผลักดันการดำเนินธุรกิจ การซื้อขาย และการทำธุรกรรมบนโลกออนไลน์ ช่วยกระตุ้นให้สายงานเหล่านี้พลิกกลับขึ้นมาเป็นสายงานสำคัญและเป็นฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์


ผลสำรวจยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจอีกหนึ่งประเด็นด้วยว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดงานและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง  ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน ส่งผลให้ผู้ที่มีทักษะดิจิทัลประมาณ 42% มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของระบบอัติโนมัติ รวมถึงความเป็นไปได้ของอัลกอริธึม หุ่นยนต์ หรือซอฟต์แวร์ขั้นสูง ที่อาจเข้ามาแทนที่ความสามารถและทักษะต่าง  ของพวกเขา ทั้งนี้ ผู้มีทักษะดิจิทัลส่วนใหญ่จำเป็นต้องติดตามและเข้าใจเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อฝึกทักษะใหม่  ที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าความสามารถของพวกเขาจะนำไปสู่การจ้างงานที่มั่นคงและยั่งยืน

*******

ล่าสุด จ๊อบส์ดีบี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มหางานชั้นนำของเอเชีย เปิดตัวแคมเปญ UpLevel นำเสนอออนไลน์คอนเทนต์ครอบคลุมความรู้ทางดิจิทัลตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง ทักษะทางสังคม (Soft Skill) ที่จำเป็นสำหรับคนทำงานยุคใหม่ รวมถึงเทคนิคการเขียนเรซูเม่ และการสัมภาษณ์งานให้โดนใจ HR รวมกว่า 30 คอร์ส โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ ไมโครซอร์ฟเพจ The Hunters และ บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด ที่นำกูรูด้านการพัฒนาทักษะทางสังคม ทั้ง Data Driven Organization โดย อาจารย์หนู วรรธนันท์ พรหมมินทร์ Trainer และ Co-Founder เพจสรุป TED Talks”, Self-Leadership โดย อาจารย์เปิ้ล พิชามญชุ์  ผดุงศักดิ์วิริยะ Trainer และเจ้าของเพจ “วันทำงานของม่อน” เป็นต้น มาให้ความรู้ เสริมทักษะ เพื่อติดอาวุธและอัปเลเวลคนทำงานยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ” คุณดวงพร กล่าวทิ้งท้าย


******


แคสเปอร์สกี้เผย อาชญากรไซเบอร์ขายข้อมูลการเข้าถึงบริษัทผ่าน Dark Web ราคา 2 พันเหรียญ

 

อาชญากรรมไซเบอร์ในรูปแบบธุรกิจบริการมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลที่จำเป็นในการจัดการโจมตีจึงเป็นที่ต้องการของอาชญากรไซเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ได้วิเคราะห์โพสต์บนเว็บมืด หรือ dark web เกือบ 200 โพสต์ ที่เสนอขายข้อมูลสำหรับการเข้าถึง (access) ฟอรัมของบริษัทต่างๆ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเข้าถึงระบบของบริษัทใหญ่ๆ อยู่ระหว่าง2,000 - 4,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจที่เป็นเป้าหมายการโจมตีบริการดังกล่าวเป็นที่สนใจของผู้ดำเนินการแรนซัมแวร์ (ransomware operator) ซึ่งผลกำไรอาจสูงถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

 

การวิจัยของแคสเปอร์สกี้ เรื่อง ‘How much does access to corporate infrastructure cost?’ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ระบุว่ามีความต้องการข้อมูลใน dark web เพิ่มสูง ทั้งข้อมูลที่จะได้รับจากการโจมตี รวมถึงข้อมูลและบริการที่จำเป็นในการจัดระเบียบ (เช่น ข้อมูลขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อจัดการโจมตีแบบหลายเฟสเมื่อผู้โจมตีเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ก็จะสามารถขายการเข้าถึงนั้นให้กับอาชญากรไซเบอร์ขั้นสูงรายอื่นๆ ได้ เช่น ผู้ดำเนินการแรนซัมแวร์ เป็นต้น การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางการเงินและชื่อเสียงอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์กรที่ตกเป็นเป้าหมาย อาจทำให้การทำงานสะดุด และกระบวนการทางธุรกิจหยุดชะงัก ธุรกิจ SMB และองค์กรเอ็นเทอร์ไพรซ์ต่างก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีประเภทนี้

 

ผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้วิเคราะห์โพสต์ใน dark web เกือบ 200 โพสต์ ที่เสนอขายข้อมูลสำหรับการเข้าถึงฟอรัมของบริษัทในขั้นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดประเภทข้อมูลหลักขององค์กรที่จะขาย รวมถึงเกณฑ์ที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ในการประเมินราคาของข้อมูลองค์กร โพสต์ส่วนใหญ่ (75%) ขายการเข้าถึงเดสก์ท็อประยะไกล (Remote Desktop – RDP) โดยให้การเข้าถึงเดสก์ท็อปหรือแอปพลิเคชันที่โฮสต์จากระยะไกล จากนั้นให้อาชญากรไซเบอร์เชื่อมต่อ เข้าถึง และควบคุมข้อมูลและทรัพยากรผ่านโฮสต์ระยะไกลราวกับว่าพนักงานของบริษัทกำลังควบคุมข้อมูลอยู่ในพื้นที่

 

ราคาสำหรับการเข้าถึงในครั้งแรกนั้นแตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่กี่ร้อยไปจนถึงหลายแสนเหรียญสหรัฐ ปัจจัยสำคัญสำหรับราคาที่สูงคือรายได้ของเหยื่อ นั่นคือ ราคาจะเติบโตควบคู่ไปกับรายได้ ราคาอาจแตกต่างกันไปตามประเภทอุตสาหกรรมและภูมิภาคการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ


การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีราคาระหว่าง 2,000 - 4,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นราคากลางๆ แต่ก็ไม่มีการจำกัดราคาสูงสุดอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อมูลของบริษัทที่มีรายได้ 465 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกขายในราคา 50,000 เหรียญสหรัฐ


Terms of Service © 2018 MCOT.net All rights reserved นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล