5 ม.ค. 67 - จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ
ก็สำคัญขนาดมีการแต่งเพลงโดยครูเพลงระดับตำนานอย่าง สุรพล
โทณะวณิกและ Cover
เวอร์ชันกันไปหลายสิบครั้งจนถึงปัจจุบัน
แล้วจูบแบบไหบ จูบทำไม แอบจูบแล้วได้อะไร คงต้องมาที่มากันแล้วว่าจูบมีที่มาอย่างไรกันแน่
การแสดงความรักด้วยการจูบนั้น ย้อนประวัติศาสตร์กันไปได้กว่า 4,500 ปี เลยทีเดียวนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบหลักฐานชิ้นล่าสุดที่บ่งชี้ว่าการจูบเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 4,500 ปีก่อน หรือประมาณ2,500 ปีก่อนคริสตกาล โดยเป็นการค้นพบผ่านแผ่นภาพดินเหนียวของชาวเมโสโปเตเมีย ซึ่งก็คืออารยธรรมแม่น้ำไทกีส ยูเฟรติส ซึ่งปัจจุบันคือส่วนหนึ่งในประเทศอิรักแผ่นดินเหนียว ซึ่งแสดงภาพการจูบอย่างดูดดื่มของมนุษย์สองคน ซึ่งในอดีตเราเชื่อกันว่าการจูบมาจากอินเดียโบราณ
โทรเอลส์ แพลง อาร์เบล และ โซฟี ลันด์
ราสมุสเซน สองนักวิจัยที่ค้นพบหลักฐานกล่าวว่า
ความหมายของการจูบในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมียสามารถเป็นได้ทั้งเรื่องโรแมนติคและมิตรภาพ
ดังนั้น การจูบจึงน่าจะมีความซับซ้อนและเกิดขึ้นมานานมากแล้วในประวัติศาสตร์
โดยอาจจะเก่าไปถึงก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
.ความเห็นของนักวิจัยสอดรับกับงานวิจัยที่พบว่า นีแอนเดอร์ทัล ญาติใกล้ชิดของมนุษย์โบราณมีการจูบกันมานานกว่า 100,000 ปีแล้ว รวมถึงในปัจจุบัน ญาติใกล้ชิดของมนุษย์อย่างลิงชิมแปนซีและลิงโบโนโบ ต่างก็มีการจูบเช่นกัน
Rodin - “The Kiss” 1882
นอกจากการค้นพบล่าสุดแล้ว
การจูบยังถูกพบในคัมภีร์เก่าแก่ของอินเดียอย่างพระเวท อายุประมาณ 3,000
กว่าปีที่แล้ว แต่เรื่องราวที่บันทึกในนั้นสามารถย้อนกลับไปได้นานกว่า
เพราะหลายเรื่องที่บันทึกเป็นการนำเรื่องราวที่เล่าขานต่อๆ กันมานาน
มาบันทึกลงเป็นลายลักษณ์อักษร เช่นเดียวกับในมหาอมตะพงศาวดารเรื่องมหาภารตะยุทธเองก็มีบันทึกถึงการจูบเช่นกัน
แม้จะไม่ได้เขียนว่าจูบไปตรง ๆ นั่นรวมถึงตำราทางเพศสำคัญของอินเดียอย่างกามาสุตรา
ก็มีพูดการจูบเอาไว้ด้วย แต่เราคงไม่สามารถอธิบายได้ทางนี้ ไว้ไปลองหาอ่านกันเองดีกว่าครับ
เช่นเดียวกับอู่อรายธรรมอีกแห่งของเอเชียอย่างจีน
จีนเองมีบันทึกถึงการจูบไว้ในตำราของนักพรตเต๋า ที่ย้อนไปถึงราชวงค์ฮั่น
โดยพูดถึงการชิมความหวานจากปากของอีกฝ่ายหนึ่ง
แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการแต่งใหม่ในยุคศตวรรษที่ 19 จึงทำให้ประวัติศาสตร์การจูบของจีนไม่ได้มีความชัดเจนนัก
สำหรับชาวตะวันตกผิวขาวซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เผยแพร่การจูบไปทั่วโลก เรารู้ว่าชาวยุโรปมีการจูบมานานเป็นหลักพันปีเช่นกัน ผ่านทางวรรณกรรม เช่นอีเลียดและโอดิสซี ของผู้แต่งคือโฮเมอ ซึ่งแต่งไว้เมื่อ 800 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งในวรรณกรรมจะมีการบรรยายถึงการใช้ปากสัมผัสเพื่อแสดงความรักหรือความนับถือ นอกจากนั้นพระคัมภีร์ของคริสต์และยูดายของฉบับพันธสัญญาเก่า ก็มีการเอ่ยถึงการจูบเอาไว้ แต่เป็นการจูบระหว่างพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อแสดงความเคารพรักกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นการจูบกางเขนเพื่อแสดงความรักและเคารพต่อพระเจ้า
Magritte - “The Lovers” (1928)
สำหรับการจูบเพื่อแสดงความรักของคนรักน่าจะเริ่มมาสมัยยุคกลาง
เมื่อการแต่งงานของชาวยุโรปบาทหลวงจะให้การจูบกันเป็นการแสดงสัญลักษณ์การแต่งงานต่อพระเจ้า
นอกจากนั้นในช่วงสงครามโลกน่าจะเป็นช่วงที่มีการแพร่หลายการจูบไปทั่วโลก ผ่านทั้งภาพถ่าย ภาพยนตร์ที่มาจากโลกตะวันตก ภาพหนึ่งที่มีอิทธิพลก็คือภาพกะลาสีเรือจูบผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินผ่านมา หลังญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม (ถ้าเป็นยุคนี้โดนแจ้งความคุกคามทางเพศแน่นอน)
แล้วไทยเราละ การจูบมาจากไหน
การจูบในเชิงสัญลักษณ์การแสดงความรัก น่าจะปรากฏเป็นการจุมพิต หรือ
หอมแก้มมากกว่าในวัฒนธรรมไทย (ส่วนหนึ่งเพราะชาวไทยส่วนใหญ่ในอดีตกินหมาก
การจูบกันคงดูไม่จืดซักเท่าไหร่) แต่อย่างไรก็ตามในวรรณคดีเช่น
ราชาพิลาปและอิเหนาคำฉันท์ก็ปรากฏการจูบอยู่ภายในบทอัศจรรย์ของวรรณคดี แต่เป็นการจูบแบบใดก็ไม่อาจคาดเดาผู้แต่งได้
หลังจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยกเลิกการกินหมากในสมัยรัฐนิยม
เช่นเดียวกับการให้บุรุษจุมพิต (หอมแก้ม) ภรรยาก่อนไปทำงานแล้วนั้น แต่ก็คาดว่าการจูบเพื่อแสดงความรักนั้นน่าจะเข้ามาในไทยก่อนหน้านั้นนานพอสมควร
โดยเฉพาะหมู่นักเรียนนอก และชาวตะวันตกในประเทศไทย ก่อนจะแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีเกร็ดจากการศึกษาในเมโสโปเตเมียที่ทำให้เข้าใจจุดเริ่มต้นของการแพร่เชื้อโรคทางปาก
และความรู้ทางการแพทย์ของมนุษย์สมัยโบราณได้ดีขึ้นอีกด้วย เช่น
จดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อนในเมโสโปเตเมียชี้ว่า
มีการเตือนให้ห้ามใช้แก้วน้ำร่วมหรือหลับนอนบนเตียงเดียวกับนางสนมในพระราชวัง
ที่มีอาการป่วยและมีรอยแผลบริเวณริมฝีปาก
การจูบแน่นอนว่ามีประวัติศาสตร์มาหลายพันปี
หรืออาจจะมีประวัติศาสตร์ตั้งแต่เริ่มต้นของมนุษยชาติเลยก็เป็นได้ มีหลายแนวคิดว่ามนุษย์นั้นพัฒนาการจูบแรกเริ่มต้นโดยมาจากการสังเกตการแสดงความรักของนกก่อนมาทำตาม
บางส่วนก็กล่าวว่ามันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์อยู่แล้ว
ซึ่งสุดท้ายประวัติศาสตร์ของการจูบก็ยังหาต้นกำเนิดแน่นอนไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ แอบจูบ ไม่ดีครับ เดี่ยวคนเห็น
ส่วนหนึ่งของบทความจาก
The ancient history of kissing
https://www.science.org/doi/10.1126/science.adf0512